ขอเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา

เรื่อง My Wonderful ASEAN สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3

ผู้ศึกษา นางนิตยา โทราช ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ชำนาญการ

ปีที่พิมพ์ 2557

บทคัดย่อ

การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3ที่สร้างขึ้นให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะและ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5โรงเรียน

แก้งคร้อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 30 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 46 คน ซึ่งใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับสลากจากประชากรและใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย 1.1) ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 จำนวน 8 เล่ม และ 1.2) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง My Wonderful ASEANประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะ จำนวน 18 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 2.1) แบบประเมินคุณภาพด้านความเหมาะสมของแบบฝึก 2.2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN จำนวน 30 ข้อ และ 2.3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ร้อยละ ค่า E1/E2 ค่าสถิติทดสอบที (t -test) ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ผลการศึกษา พบว่า

1. ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.71/82.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80

2. นักเรียนความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษแบบเน้นเนื้อหา เรื่อง My Wonderful ASEAN สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 อยู่ในระดับมาก 

13 ก.ย. 2557 20:31
0 ความเห็น
4432 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6เรื่องเศษส่วน

ผู้ศึกษาค้นคว้านางนงเยาว์ศิริโสมตำแหน่ง ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ

โรงเรียนบ้านวังรางใหญ่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา

นครราชสีมาเขต 4

ปีที่ศึกษาค้นคว้า 2556

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6เรื่องเศษส่วนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

(2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6เรื่องเศษส่วน

กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1

ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนบ้านวังรางใหญ่อำเภอสูงเนินสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต4 จำนวน25คน

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วยแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6เรื่องเศษส่วนจำนวน 12 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่6เรื่อง เศษส่วน จำนวน1 ฉบับ เป็นแบบปรนัย4 ตัวเลือกจำนวน 30ข้อและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่6เรื่องเศษส่วนเป็นแบบประมาณค่า (RatingScale)5 ระดับจำนวน10 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ร้อยละ (Percentage)ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)และการทดสอบสมมติฐานโดยการหาค่า t(t-test)

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า

1.แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่6เรื่อง เศษส่วนมีประสิทธิภาพเท่ากับ84.53/87.07ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80ที่ตั้งไว้

2.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนบ้านวังรางใหญ่จำนวน25 คน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6เรื่องเศษส่วนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนบ้านวังรางใหญ่จำนวน25คนมีความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วนภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด(= 4.59, S.D. = 0.59)

สรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

เรื่อง เศษส่วน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น เป็นแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้บรรลุผลตามมาตรฐานการเรียนรู้ทำให้นักเรียน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและนักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ

อย่างมีความสุข

21 มี.ค. 2558 21:52


ความคิดเห็นที่ 2 โดย phukwann

ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ผู้ศึกษา นางสาวอริญรดา ฝ่ายเป็น ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

ปีที่พิมพ์ 2558

บทคัดย่อ

การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนชุมชนบ้านปะโค อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ปีการศึกษา 2556 จำนวน 31 คน ซึ่งใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย 1.1) แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม และ 1.2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 ชั่วโมง2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 2.1) แบบประเมินคุณภาพด้านความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะ2.2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จำนวน 30 ข้อ และ 2.3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ร้อยละ ค่า E1/E2 ค่าสถิติทดสอบที (t - test) ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ผลการศึกษา พบว่า

1. แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.83/80.44 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ ตั้งไว้ 80/80

2. นักเรียนมีคะแนนความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารหลังเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.33, S.D. = 0.16)

22 มี.ค. 2558 08:26


ความคิดเห็นที่ 3 โดย

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ

ของโรงเรียนเทศบาล 5(วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ

จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้ประเมิน นางวารุณี วงศ์พิมพ์พระ

ระยะเวลาการประเมินโครงการ ปีการศึกษา 2557

การประเมินโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ

มีวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ ดังนี้ 1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิตตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่มีต่อโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) จำนวน 318 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ประเมินได้ประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ โมเดล (CIPP Model) ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการประเมินโครงการ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ , S.D. และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์การประเมิน

ผลการประเมินโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาและครู มีความเห็นว่า ทั้งด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน และผลการประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 

7 ก.ย. 2558 12:54


ความคิดเห็นที่ 4 โดย

บทคัดย่อ

ชื่อผู้วิจัย วารุณี วงศ์พิมพ์พระ :

ชื่อเรื่อง การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5

(วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5(วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ 2) คุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ และ 3) การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษาในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ รวมทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ และคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ผลการวิจัยพบว่า

1. การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

2. คุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

3. การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยภาพรวม ในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

7 ก.ย. 2558 12:55


ความคิดเห็นที่ 5 โดย

ชื่อเรื่องรายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษา นายมหักพันธ์ศรีหริ่ง

ปีการศึกษา 2557

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องตัวประกอบ

ของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิภาพผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6ที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาและสร้างขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

กลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1

ปีการศึกษา2557โรงเรียนบ้านแมดวิทยาคม อำเภอสร้างคอมจังหวัดอุดรธานีจำนวน17คน

ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักเรียนปกติทั้งหมดและเป็นห้องเรียน

คละความสามารถ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้น 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ซึ่งเป็นแบบทดสอบอิงเกณฑ์ ชนิดปรนัย

4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก (P)ตั้งแต่ 0.50 – 0.75 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B)

ตั้งแต่ 0.25 – 0.75 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ (rxy) 0.41 - 0.79 และค่าความเชื่อมั่น(α)เท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน คือ t – test ( dependent samples )

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

  • 1.ประสิทธิภาพโดยรวมของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (E1/ E2) เท่ากับ 76.91 / 78.04 ซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 75/75

  • 2.ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ E.I.

เท่ากับ 0.6647 หรือคิดเป็นร้อยละ 66.47 แสดงว่าแบบฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้นช่วยให้นักเรียนมีคะแนนสูงขึ้น

ร้อยละ 66.47

  • 3.การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

หรือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์

เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

  • 4.ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมาย พบว่า นักเรียนกลุ่ม

ตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมาย มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก

27 ต.ค. 2558 04:35


ความคิดเห็นที่ 6 โดย

  • บทคัดย่อ

ชื่อรายงาน รายงานการพัฒนาและผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี

ชื่อผู้รายงาน นายทวีศักดิ์ รักราวี

กลุ่มสาระ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

ปีที่รายงาน ปี 2557

ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ

ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี ที่เรียนด้วย เอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1

ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนบ้านมะนังกาหยี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1

จำนวน 12 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบค่าที ( t-test dependent )

ผลการศึกษาปรากฏดังนี้

เอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 89.50/ 80.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 หลังการใช้สูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด

20 พ.ย. 2558 09:37


ความคิดเห็นที่ 7 โดย

ชื่อเรื่อง:ผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ วิชาภาษาอังกฤษ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ชื่อผู้ศึกษา:นางสาวศิรินิรันดร์ขันชา

ปีการศึกษา:2557

บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75

2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ วิชาภาษาอังกฤษ และ 3) เพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียน

โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 4/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนบ้านนาต้องนาสมนึก จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 26 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

จำนวน 10 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ 14 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบวัดเจตคติทางการเรียนภาษาอังกฤษ

นำแบบทดสอบไปหาคุณภาพและปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของคำสั่ง

และบางข้อไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ และวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.21 – 0.78

และค่าอำนาจจำแนก (r) 0.25 – 0.67 คัดเลือกข้อทดสอบจนครบ 40 ข้อ และค่าความเชื่อมั่น

ของแบบทดสอบเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ

ผลการศึกษา พบว่าแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพด้านกระบวนการและด้านผลลัพธ์ในภาพรวม 82.53/81.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละที่สูงขึ้น เท่ากับ 42.03 และนักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับ ดี (x = 4.49, S.D. = 0.10)

30 ธ.ค. 2558 10:35


ความคิดเห็นที่ 8 โดย

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน

ของโรงเรียนเทศบาล 1(เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ

ผู้ประเมิน นายสุบิน ทองน้อย

ระยะเวลาการประเมินโครงการ ปีการศึกษา 2557

การประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ ดังนี้ 1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของโครงการโรงเรียนประชาธิปไตย4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่มีต่อโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) จำนวน 318 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ และการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ , S.D.และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์การประเมิน

ผลการประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง พบว่า ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ส่วนผลการศึกษาความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมินเช่นกัน

3 ม.ค. 2559 11:27


ความคิดเห็นที่ 9 โดย

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน

ของโรงเรียนเทศบาล 1(เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ

ผู้ประเมิน นายสุบิน ทองน้อย

ระยะเวลาการประเมินโครงการ ปีการศึกษา 2557

การประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ ดังนี้ 1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่มีต่อโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) จำนวน 318 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ และการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง พบว่า ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ส่วนผลการศึกษาความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมินเช่นกัน

7 ม.ค. 2559 19:34


ความคิดเห็นที่ 10 โดย

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ

เทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1

(เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

ชื่อผู้วิจัย นางสุรีรัตน์ สังข์ทอง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ

โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ

จังหวัดสมุทรปราการ

ปีที่ทำการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 30 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 7 เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน แบบมาตราส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับ ของลิเคิร์ท จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test Dependent)

ผลการวิจัยพบว่า

1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.86/85.89

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก

12 มี.ค. 2559 00:40


ความคิดเห็นที่ 11 โดย นันท์พัทธ์ มู มู๋

บทคัดย่อ
เรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา
ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน
อาชีพและเทคโนโลยี
ผู้ศึกษา นางสาวนิตยา นิลรัตน์
ตำแหน่ง ครูชำนาญการ
โรงเรียนคีรีรัฐวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11
ปีการศึกษา 2557
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อทดสอบหาค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระ การเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระหว่างเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนคีรีรัฐวิทยาคม สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จำนวน 25 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ ใช้ในการศึกษา คือ 1) เอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 4 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 13 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ Dependent Sample
ผลการศึกษา พบว่า 1 ) เอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนา มีประสิทธิภาพ 81.60/85.36 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีค่าเท่ากับ 0.77 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระ การเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ .01 และ4) ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา งานบัญชีกิจการบริการ รหัสวิชา ง 30285 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58
22 มิ.ย. 2559 10:03


ความคิดเห็นที่ 12 โดย

thank you.gclub  for sharing info

22 มิ.ย. 2559 13:46


ความคิดเห็นที่ 13 โดย Piramol Mankhong

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

Title Development of an English Activity Package for Enhancing Communication Skills Through Situation.

ชื่อผู้วิจัย นางอุไร หิตะโกวิท

ปีการศึกษา2558

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเทียบเกณฑ์ 80 / 80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6

กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนอนุบาลสวี(บ้านนาโพธิ์ ) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 1 ห้องเรียน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จำนวน 40 คน

ผลการวิจัยพบว่า

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นแต่ละชุดกิจกรรมตั้งแต่ชุดที่ 1 ถึงชุดที่ 7 มีค่าเป็น 82.00/81.75, 81.15/80.50, 82.50/82.25, 81.59/80.75, 81.81/81.25, 82.17/82.25, 81.59/82.50 ตามลำดับและประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมทุกชุด 81.88/ 81.61 ดังนั้นชุดกิจกรรมแต่ละชุด มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ จึงสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน โดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลพบว่า คะแนนหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์ โดยรวมและเป็นรายด้านทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านทักษะกระบวนการเรียนรู้ ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับ มาก 

15 ก.ย. 2559 17:06


ความคิดเห็นที่ 14 โดย

ชื่อเรื่อง รายงานผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es)

ร่วมกับบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ยีนและโครโมโซม

 บทคัดย่อ

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความถนัด ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีกระบวนการ สามารถคิดสืบเสาะหาความรู้ แก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้สอนจึงควรเลือกเทคนิควิธีสอนที่เหมาะสมมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน วิธีสอนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปนั้นสามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองโดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1. เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป วิชาชีววิทยา เรื่องยีนและโครโมโซม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องยีนและโครโมโซม 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องยีนและโครโมโซม 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องยีนและโครโมโซม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนหนองนาคำวิทยาคม จังหวัดขอนแก่น จำนวน 41 คน จาก 1 ห้องเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling ) ใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้นโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่

1)แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาชีววิทยา เรื่องยีนและโครโมโซม โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปจำนวน 8 แผน และ บทเรียนสำเร็จรูป วิชาชีววิทยา เรื่องยีนและโครโมโซม จำนวน 8 เล่ม 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 20 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานt – test(Dependent Samples)

ผลการวิจัย ปรากฏดังนี้

1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ยีนและโครโมโซม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.80/81.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80

2. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ยีนและโครโมโซม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ0.7025 หมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.7025 คิดเป็นร้อยละ 75.25

3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องยีนและโครโมโซม พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องยีนและโครโมโซม พบว่า ด้านสาระการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก ด้านรูปแบบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก ด้านการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด ด้านการเป็นสื่อการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก

โดยสรุปการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเป็นสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นดังนั้นการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปจึงเป็นเทคนิควิธีหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ครูนำรูปแบบการเรียนนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในทุกระดับชั้นต่อไป

คำสำคัญ: บทเรียนสำเร็จรูป/ยีนและโครโมโซม/ประสิทธิภาพ/ดัชนีประสิทธิผล

19 ธ.ค. 2559 11:21


ความคิดเห็นที่ 15 โดย Saleepheng KJ Chuchat

ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

โรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23

ผู้รายงานนายเสกสรรค์ อัตรสาร

วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการ

ประเมินวิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ

สถานศึกษา โรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์

สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ปีการศึกษา2559

บทคัดย่อ

การประเมินครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยป้อน ด้านกระบวนการ

และด้านผลิตผลของการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียน

คำตากล้าราชประชาสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23

โดยการประเมินตามรูปแบบซิปป์ (The CIPP Model)โดยประเมิน 4 ด้าน คือ ด้านบริบท

ด้านปัจจัยป้อน ด้านกระบวนการ และด้านผลิตผล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินผล มีจำนวน

70 คน ประกอบด้วย ทีมนำ ทีมประสาน ทีมทำและทีมสนับสนุน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม จำนวน 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 ใช้ประเมินทีมนำ ทีมประสาน ทีมทำ ฉบับที่ 2 ใช้ประเมินทีมสนับสนุน แบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.289-0.912

และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.985 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows

ผลการประเมินพบว่า

1. การประเมินโครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 โดยภาพรวม มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก

ทั้ง 4 ด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยป้อน ด้านผลิตผล และด้านกระบวนการ ตามลำดับ

2. ด้านบริบท ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านย่อย พบว่า

มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ทั้ง 4 ด้านย่อย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ วัตถุประสงค์ของโครงการ ความต้องการและความจำเป็นของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ และความพร้อมและทรัพยากร ตามลำดับ เมื่อพิจารณาตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ความคิดเห็นของ ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ อยู่ในระดับมากทั้งสามกลุ่ม

3. ด้านปัจจัยป้อน ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 ด้านปัจจัยป้อน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านย่อย พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ทั้ง 5 ด้านย่อย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษา คณะบริหาร ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครอง ชุมชน และ งบประมาณ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ความคิดเห็นของ ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ อยู่ในระดับมากทั้งสามกลุ่ม

4. ด้านกระบวนการ ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 ด้านกระบวนการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านย่อย พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ทั้ง 4 ด้านย่อย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การวางแผนการปฏิบัติการ การตรวจสอบและประเมินผล การดำเนินงาน และการปรับปรุงเพื่อพัฒนา ตามลำดับ เมื่อพิจารณาตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ความคิดเห็นของ

ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ อยู่ในระดับมากทั้งสามกลุ่ม

5. ด้านผลิตผล ทีมนำ ทีมประสาน ทีมทำ และทีมสนับสนุน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 ด้านผลิตผล โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก

เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านย่อย พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ทั้ง 4 ด้านย่อย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การส่งเสริมให้เกิดภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตและการปรับตัว การพิทักษ์คุ้มครอง การมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองและสังคม และการพัฒนาการอย่างรอบด้าน ตามลำดับ เมื่อพิจารณาตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ความคิดเห็นของ ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ อยู่ในระดับมากทั้งสามกลุ่ม

6. แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 ตัวแปรด้านกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมแต่ละด้าน ที่ต้องมาจัดทำแนวทางพัฒนา คือ ด้านกระบวนการและด้านการปรับปรุงเพื่อพัฒนา  

18 มิ.ย. 2560 15:35

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น