ค่าโง่เที่ยวล่าสุด

คัดมาเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบ

ผมได้อ่านบทความของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เรื่องเมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์
จากมติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงเรื่องความเสียหายจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ที่จะตามมาอย่างมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ผมเห็นด้วยกับ ดร.ธรณ์อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่ยังมีอีกความเห็นหนึ่งที่จะขอนำเสนอ

อันที่จริงหลังจากข่าวของมติชน ฉบับวันพฤหัสดีที่ 17 กันยายน เรื่องที่ "เอ็นจีโอ"
ขอให้รัฐบาลตรวจสอบเรื่องการขออนุญาตขนทรายตะกั่วป่าออกนอกประเทศ
ผมรู้สึกไม่ถูกต้องขึ้นมาทันที และได้เตรียมที่จะเขียนแสดงความเห็นคัดค้านด้วยเช่นกัน
เพราะผมเห็นว่าเรื่องนี้คนไทยจะเสียรู้สิงคโปร์อีกแล้ว และเป็นการเสียรู้ระดับโลก (จากความเห็นของผม)

ต้องยอมรับว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่รู้ไส้รู้พุงประเทศไทยทุกขดอย่างลึกซึ้ง
รู้ว่าปัจจุบันจะใช้ช่องทางใดในการที่จะขโมยเอาทรัพยากรธรรมชาติของไทยไปและซ้ำยังอ้างบุญคุณ
ที่มาขุดลอกให้ฟรี จึงเริ่มใช้ช่องทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เนื่องจากทราบดีว่าปัจจุบันประเทศไทย
ได้มีการกระจายอำนาจไปสู่ส่วนท้องถิ่น ให้อนุมัติโครงการต่างๆ ได้
แต่ผมขอพูดความจริงเล็กน้อยในเรื่องการให้อำนาจแก่ท้องถิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องให้ความรู้เข้าไปด้วย
เนื่องจากผมอยู่ในวงการก่อสร้างจึงทราบว่าการขออนุญาติก่อสร้างถ้ามีการขอผ่าน อบต. เพราะ อบต.
ไม่มีความรู้เพียงพอในเรื่องที่มีการควบคุม แต่ต้องการให้มีการก่อสร้างเพื่อได้ผลประโยชน์ ดังนั้น
การก่อสร้างโรงงานใดถ้าต้องการให้ได้ดั่งใจ ก็ต้องพยายามไปขออนุญาตในเขต อบต. ยังไงก็ได้สร้างแน่นอน

เมื่อสิงคโปร์ทราบวิธีการนี้ จึงไม่แปลกที่เริ่มจากส่วนท้องถิ่น ด้วยการเสนอความเป็นนักบุญ

อันที่จริงปัญหาน้ำท่วมที่ชาวตะกั่วป่ารู้สึกว่ารุนแรงขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
และในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรด้านโยธา และสิ่งแวดล้อม ก็เชื่อว่าถ้าได้มีการศึกษาและวางแผนอย่างถูกต้อง
ก็จะมีทางแก้ปัญหาได้อย่าง ยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการขุดลอกทรายจำนวนมหาศาลออกไป

ในมุมมองของผมยังมีอีกด้านที่ผมคิดว่ามีค่ามากกว่าการที่จะเอาไปถมทะเล
ผมถึงบอกว่างานนี้อาจจะเป็นการต้มตุ๋น และเสียรู้ระดับโลกของประเทศไทยได้

ขอเริ่มจากประเทศไทยมีกฎหมาย เรื่องการที่ห้ามนำทรายออกนอกราชอาณาจักร
ตามข้อกำหนดของกรมทรัพยากรธรณีว่าจะต้องมีซิลิกาออกไซด์เป็นส่วนประกอบจำนวน
ไม่เกิน 75.00% ของน้ำหนัก ทางสิงคโปร์ก็คงทราบข้อกำหนดนี้อย่างแน่นอน
เพราะตามข่าวบอกว่าบริษัทได้เก็บตะกอนในพื้นที่บางส่วนไปส่งให้ห้องปฏิบัติ
การทางวิทยาศาสตร์ ของกรมทรัพยากรธรณีตรวจสอบ
ผลการตรวจสอบพบว่าตะกอนดังกล่าวมีซิลิกาออกไซด์ เป็นส่วนประกอบจำนวน
73.75% ซึ่งก็มีไม่ถึง 75.00% ลองคิดดู สิงคโปร์เป็นผู้ส่งตัวอย่างไปให้หน่วยงานวิทยาศาสตร์ไทยตรวจสอบ
แล้วผลก็ผ่านตามกฎหมาย แล้วหน่วยงานของประเทศไทยก็จะใช้ข้ออ้างแบบศรีธนญชัยว่า อนุมัติได้ตามกฎหมาย

ผมลองจินตนาการอีกด้านหนึ่งดังนี้ สิงคโปร์ได้เข้ามาแอบเก็บตัวอย่างตะกอนดังกล่าว และพบว่า
ค่าซิลิกาออกไซด์ บริเวณดังกล่าวสูงมากคุ้มค่าแก่การลงทุน อาจมากกว่า 80.00% ด้วยซ้ำ
และได้ศึกษากฎหมายไทยอย่างละเอียด และพบช่องโหว่ 75.00% ดังนั้น จึงพยายามเลือกเก็บตัวอย่าง
ในบริเวณที่มีค่าเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า 75.00% และทั้งที่พยายามอย่างมากให้มีเปอร์เซ็นต์น้อยแล้ว ก็ยังได้ค่าถึง 73.75%
อย่างที่ผมบอก ผมเป็นวิศวกร ดังนั้น ค่าตัวเลขดังกล่าวถึงว่าไม่มีนัยยะแตกต่างทางสถิติแม้แต่น้อย
ค่าเบี่ยงเบนต่ำมาก ค่าตัวเลขบอกให้ทราบว่า มีซิลิกาออกไซด์สูงมาก ไม่ใช่แค่บอกว่าน้อยกว่ากฎหมายกำหนด
แล้วลองคิดดูสิงคโปร์ฉลาดหรือไทยโง่กันแน่

ผมได้คัดความรู้มาจาก
gotoknow ..ซึ่งเป็นการสรุปความสำคัญของซิลิกาดังนี้

จากพัฒนาการของคอมพิวเตอร์จนถึงกลางทศวรรษ 1960 ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งอันเนื่องมาจากการค้นพบ
และพัฒนาเทคโนโลยี
Semi-Conductor จากพื้นฐานความรู้เรื่องตัวนำไฟฟ้า (Conductor) และฉนวน (Insulator)
นักอิเล็กทรอนิกส์นำมาต่อยอดผลิตเป็นชิ้นงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกมาย จนกระทั่งมีนักวิทยาศาสตร์พบว่า
แร่ธาตุบางอย่างมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าอยู่ตรงกลางระหว่างตัวนำและฉนวน เรียกเป็นภาษาวิชาการว่า
"สารกึ่งตัวนำ"
(
Semi-Conductor) และแร่ธาตุประเภท Semi-Conductor
ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากในการนำมาแปรรูป
เพื่อใช้ประโยชน์ในการนี้ก็คือ ธาตุซิลิคอน (
Silicon) ซึ่งทำมาจากแร่ Silica ที่หาได้มากในเม็ดทรายด้อยค่านี้เอง
ในยุคต่อมา
Silicon จึงกลายเป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางอิเล็กทรอนิกส์
ในเขตอุสาหกรรมทางด้าน
IT ของสหรัฐอเมริกาถึงกับเรียกตัวเองว่า "Silicon Valley" ทำให้หลายคนเข้าใจว่า
คงจะเต็มไปด้วยการทำเหมืองแร่ซิลิคอน แท้ที่จริงแล้วเป็นกลุ่มบริษัททางด้าน
IT ทั้งสิ้น
ซิลิคอนเมื่อนำมาหลอมเหลวให้บริสุทธิ์ ผ่านแม่พิมพ์ออกมาเป็นแท่งทรงกระบอกจะเข้าสู่กระบวนการ "เฉือน"
ให้เป็นแผ่นบางๆ เรียกว่า "
Chip"
ซึ่งหมายถึง แผ่นกลมๆ บางๆ ความหมายเดียวกับ แผ่นมันฝรั่งทอด (Potato Chip)
ซิลิคอนชิป ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำสามารถเพิ่มคุณสมบัติให้เป็นตัวนำไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้ โดยการเจือสารเติมแต่ง
ที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้า เช่น ฟอสฟอรัส ซึ่งมีประจุ - หรืออิเล็คตรอนมากกว่าซิลิคอน 1 ตัว เรียกว่า เป็นการ "เพิ่มหลัง"

ขอบคุณบทความที่ผมขอนำมาอ้างอิงครับ และขอให้ดูรูปจาก
pcplus.techrada.com เรื่อง How Silicon Chips are made
จากรูปคือการ
convetiong sand to silicom ของ Intel ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นแรกสุด คือ
การนำทรายจำนวนมหาศาล
มาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของการผลิต "
Chip" คอมพิวเตอร์
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเป็นผลผลิตสุดท้ายแล้ว
มูลค่ามหาศาลเพียงใด


26 ต.ค. 2552 12:18
51 ความเห็น
36690 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 3 โดย ครูไผ่

กลุ่มคนที่เป็นนักวิชาการมักจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการบ้าน การเมือง การเรียกร้อง ปกป้อง สิทธิหรือผลประโยชน์ของแผ่นดิน

ส่วนนักเรียกร้อง นักปกป้อง ก็อาจจะยังไม่ทราบเรื่องนี้ หรือความเสียหายที่จะเกิดจากเรื่องนี้

ดังนั้น ถ้าต้องการให้การเรียกร้องในเรื่องนี้เกิดมรรคเกิดผล ควรจะนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ จุดกระแสในเว็บไซต์ของกลุ่มนักเรียกร้องค่ะ

 
ดิฉันเคยตั้งท่าจะคุยเรื่องการเมืองในเว็บนี้บ้าง ก็มีผู้อ่านบางท่านเข้ามาเตือนให้ดิฉันพูดแต่เรื่องการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ดีกว่า
ที่นี่เป็นสังคมของนักวิชาการที่ไม่ข้องแวะกับการอื่น ๆ ค่ะ

26 ต.ค. 2552 21:34


ความคิดเห็นที่ 4 โดย สิง

ปัญหาในลักษณะนี้ ผมมองว่า ต้องพิจารณาหลายๆมิติ อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ความเห็นจาก...

 1 คนในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบ

 2 องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ในที่นี้คือ อบต.

 3 หน่วยงาน ที่มีอำนาจ หน้าที่เหนือขึ้นไปจาก อบต.

 4 ผู้ที่เข้ามาดำเนินการ ซึ่งหลายๆฝ่าย มองว่าเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

 5 บุคคลภายนอก เช่น นักวิชาการ หรือประชาชนคนไทยที่เป็นห่วงเป็นใย


บังเอิญว่า ได้ฟังคำสัมภาษณ์ จากคนในพื้นที่ ที่ได้รับความเดือดร้อน พอสรุปได้ว่า...

ปัญหาเกิดจาก การทำเหมืองในพื้นที่ นานมาหลายสิบปีแล้ว ทำให้ดินทรายไหลไปรวมกันที่ปากแม่น้ำ เกิดเป็นสันทรายขวางทางน้ำไหล และทำให้น้ำท่วม สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในระแวกนั้นมานานแล้ว
 อบต. ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ติดที่งบประมาณที่ใช้ในการขุดลอก ร่วมถึงการหาพื้นที่ในการขนทรายไปทิ้ง  และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น

26 ต.ค. 2552 22:33


ความคิดเห็นที่ 5 โดย หน้าใหม่

คุยเรื่องทราย ซิลิกา ที่น่ารัก
ใช่ว่าจักเป็นความเมือง เรื่องเฉไฉ
นำเสนอ เชิงวิชาการ ในตอนท้าย
คุณครูไผ่ ไยกังวล จนเกินการ
อันเว็บนี้ มีชื่อดัง ทางความรู้
หรือคุณครู จะให้ถาม แต่การบ้าน
เยาวชน ควรใส่ใจ ในเหุตการณ์
หลายรอบด้าน เพื่อต่อยอด เชาวน์ปัญญา
26 ต.ค. 2552 22:53


ความคิดเห็นที่ 6 โดย ครูไผ่

ที่แนะนำให้คุณหน้าใหม่นำไปโพสต์ในเว็บอื่นด้วยนั้น
ไม่ใช่ดิฉันกังวลจนเกินการอย่างที่คุณว่า (ทำไมคุณจึงเข้าใจอะไรยากจัง)

แต่ต้องการให้เรื่องที่คุณนำเสนอมานี้ "จุดติด"
มีคนสนใจมาก ๆ
โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่กล้าออกหน้า กล้าเรียกร้อง ให้มีผล
27 ต.ค. 2552 00:12


ความคิดเห็นที่ 7 โดย หน้าใหม่

เรื่องการนำบทความไปเสนอในที่อื่น ๆ มีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนกรณีที่นำมาโพสต์ที่นี่เพราะคิดว่าเป็นเว็บเปิด การนำเสนอในส่วนที่ออกหน้าโดยตรง ในเว็บต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข่าวสาร แต่ต้องอย่าลืมว่า การนำเสนอข่าวสาร ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ซึ่งอาจไม่ได้มีผลกระทบออกมาให้เป็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ทันทีทันใด แต่มันเป็นการส่งสาร ส่งข่าวอย่างหนึ่ง ควรหรือไม่ที่ ประชาชนเลิกคิดจะปิดกั้นตัวเองให้รู้แต่เรื่องของตัวเท่านั้น การรับรู้ข่าวสาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เราไม่ถูกปิดกั้นทางความคิด ในด้านอื่นๆ เป็นส่วนที่จะสร้างความเข้าใจในกลไกการทำงานของคนบริหารประเทศ ไม่ว่าเขาจะคิดผิด คิดถูก หรือ ดำเนินการใดๆ ออกมา การรับรู้ข่าวสารเป็นคนละเรื่องกับ การทำความเข้าใจ การเชื่อถือข้อมูล ผู้รับสารจะต้องใช้วิจารณญานส่วนตัวในการพินิจเรื่องราว
เพื่อที่จะได้ทราบต้นสายปลายเหตุของแต่ละเรื่อง และ มิให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของการเมือง
การเป็นนักการศึกษา นักวิชาการ ก็จะต้องมีจุดยืน กับความเป็นตัวของตัวเองในเรื่องราวต่างๆ จึงจะทำให้เขาเป็นคนที่สร้างงานที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ ที่จะต้องถูกกระทบโดยสิ่งแวดล้อมได้ สามารถดึงตัวเองออกมาจากเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ทั้งหลาย ผู้นั้นจึงถือว่าเป็นนักวิชาการตัวจริง ไม่ใช่ผู้ให้บริการทางวิชาการแก่ผู้จ้างวานเพื่อไปสร้างงานการเมือง แบบที่เราเห็นหลายคน เป็นไปในทุกวันนี้
ที่เขียนมิใช่จะโต้แย้ง หรือ เห็นด้วยกับความเห็นที่ ๖ แต่เป็นการบอกให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไม บางครั้งจึงอดนำเรื่องที่ค่อนข้างเป็นผลทางการเมือง มาโพสต์ไม่ได้
ดิฉันไม่ได้คาดหวังว่าจะทำให้เกิดแรงต้านอย่างหนักหน่วง ในประเด็นนี้ จากผู้อ่าน ไม่ว่าที่ไหน แต่อย่างหนึ่งที่หวังก็คือ อยากให้ ทุกๆ คนหาเวลาว่าง รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของตนเอง บ้าง รับรู้ แล้วนำไปพิจารณาด้วยตัวของท่านเอง
27 ต.ค. 2552 07:23


ความคิดเห็นที่ 8 โดย ครูไผ่

ค่ะ หวังว่ากระทู้นี้จะทำให้ผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ตลอดจนเด็ก ๆ ที่อยากจะเรียนเก่งกว่าคนอื่น ๆ อยากสอบแข่งขันชนะคนอื่น ๆ อยากได้เรียนในโรงเรียน สถาบันการศึกษาดี ๆ มีชื่อเสียงทั้งหลาย แบ่งเวลามาให้ความสนใจกับเรื่องที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม ต่อแผ่นดิน ต่อสังคมโลกบ้าง อย่าเอาแต่รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีเพียงอย่างเดียว
27 ต.ค. 2552 08:51


ความคิดเห็นที่ 9 โดย หน้าใหม่

มันก็เป็น เช่นนั้น  ท่านผู้ชม
คนพกลม  มีจมหู  อยู่ทุกที่
บางคนนั้น  ท่าทาง ช่างดูดี
เอ่ยวจี  ที่ไพเราะ  เกาะหัวใจ

หากเราเคร่ง  คงแก่เรียน  เพียรในห้อง
ก็อาจต้อง  ตกเป็นเหยื่อ   เหล่าปลาใหญ่
พึงเก่งเรียน   เก่งทันคน  ไม่จนใจ
มิต้องจ่าย   ในค่าโง่  ซะ...โซเซ



27 ต.ค. 2552 09:20


ความคิดเห็นที่ 10 สุนทร/sunthorn.nag@gmail.com (Guest)

ขอเป็นปากเสียงให้ชาวบ้านคนพังงาด้วยคน สำหรับความเห็นที่บอกว่ามีแร่เยอะมาก ถ้ามีขนาดนี้จริง ๆ แล้วเรือเล็ก ๆ ที่ดูดทรายขาย ก็สามารถนำไปขาย หรือผลิต Chip ของคอมพิวเตอร์กันหมดแล้วล่ะครับ (เพราะเขาไม่เคยทำเหมืองแร่ดีบุก เหมือนที่พังงา กันมาก่อนนี่ครับ แสดงว่าคงเหลือเยอะ) แต่พังงาเคยทำเหมืองดีบุกเกือบ 100 ปี ลองคิดดูซิครับ อะไรจะเหลือ.... ผมได้คุยกับคนทำเหมืองดีบุกมาก่อนที่พังงา เขายังบอกเลยว่าตอนทำ มีแต่ล้างเอาดีบุก และทิ้งตะกอนลงน้ำ ปัญหามันก็เลยสะสม ผมฟังดูแล้วเหมือนกับว่า ตอนนี้ผมกำลังอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์ แล้วน้ำท่วม แล้วมีคนบอกว่าท่อตัน แต่ห้ามขุด เพราะมีเศษเงินอยู่ .... และผมจะต้องทนขับรถจนน้ำท่วมล้อรถ แถมน้ำตีแผ่นป้ายทะเบียนหลุดหรือไง....อยากให้ จขกท ลองไปขับดู ซักประมาณ 15 นาทีและรถดับก็พอ และก็จะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร และชาวบ้านที่ต้องทน น้ำท่วม 1.5-2 เมตรล่ะครับ พวกเขาไม่ใช่มดนะครับ จะได้รู้ว่าพอฝนมาก็ต้องย้ายไข่ขึ้นที่สูง.....ในเมื่อเว็ปนี้เป็นวิชาการ ทำไมไม่เสนอวิธีแก้กันละครับ แล้วก็เห็นบอกว่ากลัวสิงค์โปร์จะมาหลอก และเสียค่าโง่ ผมว่านั้งก็ยังดีน่ะที่เขาคิดจะทำอะไรและโดนหลอก แต่สมมุติว่า ถ้าไม่คิดจะทำอะไรเลย และก็ได้แต่ห่วงว่าจะโดนหลอก ผมว่านั้นน่ะยิ่งกว่าโง่น่ะ
และสุดท้าย ไปอ่านข่าวซะใหม่น่ะครับ อะไรก็บอกว่าสิงค์โปร์ จะสร้างกระแสหรือไงครับ ผมว่าถ้าคุณเป็นวิศวะจริง ก็น่าจะรู้นะครับรถไฟฟ้าบ้านเราประเทศไหนเขาทำ เพราะเขาไม่คิดแบบเราไง เขาถึงได้เจริญก้าวหน้ากว่าเรามากไง
27 ต.ค. 2552 10:21


ความคิดเห็นที่ 11 โดย หน้าใหม่

ตัดประเด็นเรื่องสินทรัพย์ในทรายออกไป ... เรามาดูกันว่า สิงคโปร์เคยซื้อทรายจากอินโดนีเซีย ในเมื่อเขามีปัญหาการเมืองกัน ทำให้เขาซื้อทรายไม่ได้...ก็เลยต้องหาจากแหล่งอื่นทดแทน และก็มีคนจัดให้.....ท่านบอกว่ามีปัญหาเป็นปัญหาเรื่องใหญ่ .. หากทางการไม่คิดจะทำอะไรเลย ทั้งที่ประชาชน ทั้งพื้นที่บอกว่าทนไม่ไหวแล้ว ท่านก็ต้องรวมตัวกนมาร้องเรียนที่ศาลปกครอง ว่าเขามิได้ปฏิบัติหน้าที่.....ท่านทำดังนั้นหรือยัง....มาประเด็นที่บอกว่า สิงคโปร์ได้สร้างคุณเอนกอนันต์ให้ประเทศนี้บ้าง...ในเมื่อเราก็รู้กันอยู่ว่า เขามีปัญหาพื้นที่เล็ก และ กำลังกลัวเรื่องน้ำท่วมเกาะ จนล่ม หากมีซึนามิบ่อยๆ จนต้องหาที่ดินในเมืองไทย ผ่านระบบนอมินี...ซึ่งเป็นงานถนัดของเขา เพราะเขาคือ Broker ระดับโลก . เมื่อเขาอยากได้อะไรสักอย่างไปถมเกาะ เพื่อได้ประโยชน์ แล้วมันเป็นอย่างท่านว่าจริงๆ คือมันเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ก็ต้องรู้จักใช้วิธีของโบรกเกอร์บ้างสิ...คือ เป็นระบบแลกเปลี่ยน...คำว่าแลกเปลี่ยน แปลว่า แลกกันอย่างสมน้ำสมเนื้อ ขยะบ้านเรา ทางการต้องดูแล หากไม่ดูแล ก็ต้องแปรค่ามันเป็นสิ่งที่มีค่า ตามที่ลูกค้าต้องการ....ขณะที่คนหนึ่งมองว่าไร้ค่า อีกคนหนึ่งมองว่ามีค่า เขาก็ต้องจ่ายให้คุ้มราคาที่เขาต้องการ คนขายไม่ได้ต้องการขายตามที่ผู้ซื้ออยากจ่าย แต่เราจะต้องจ่ายให้คุ้มค่ากับราคาที่เป็นทรัพยากรของพื้นแผ่นดินไทย....
27 ต.ค. 2552 10:36


ความคิดเห็นที่ 12 โดย หน้าใหม่

ประเทศอื่นเขาปกป้องและเห็นแก่ประโยชน์ของชาติเขาทั้งนั้นแหละ จะมีก็บางประเทศที่ คนในประเทศ หันมาคอยแก้ตัวแทนชาติอื่น แม้แต่ในเว็บไซด์.....มันแปลกนีนะ
27 ต.ค. 2552 10:37


ความคิดเห็นที่ 13 โดย หน้าใหม่

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี สำหรับคนที่มองเห็นค่าของคำว่า ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ก็จะไม่เคยเห็นอะไรมากไปกว่าคำว่าคุ้มค่า
27 ต.ค. 2552 10:39


ความคิดเห็นที่ 14 โดย หน้าใหม่

เพิ่มเติมข้อมูล  ... ค้นข้อมูลเรื่องสินค้าห้ามส่งออก ได้แก่ ทรายในพิกัด 2505.10.00  , 2505.90.00  ได้แก่ ทรายธรรมชาติทุกชนิด ที่บดแล้ว และยังไม่ได้บด  ที่มีซิลิกาออกไซด์เกินกว่าร้อยละ 75 โดยน้ำหนัก  
เงื่อนไขก็คือ  ห้ามส่งออก ยกเว้นทรายที่เป็นส่วนประกอบหรือผสมอยู่ในวัตถุสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป
ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับ ที่ ๖๙  พ.ศ. ๒๕๓๗   ลวท. ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๗  และ  ฉบับที่  ๘๗  พ.ศ.๒๕๔๑  ลงวันที่  ๒๔  กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

27 ต.ค. 2552 12:31


ความคิดเห็นที่ 15 โดย สิง

ลองตั้งประเด็นปัญหาให้หลากหลาย...

สันทราย ทำให้น้ำท่วม คนในพื้นที่เดือดร้อน จริงหรือไม่
หรือเป็นการสร้างกระแส ของผู้แสวงหาประโยชน์

แก้ปัญหาด้วยการขุดลอก แล้วเอาไปทิ้ง หรือถมที่อื่น
หรือมีวิธีแก้ปัญหาอย่างอื่นหรือไม่

สันทราย มีมูลค่าแฝงจริงหรือไม่
ถ้าจริง ทำไมรัฐ หรือ เอกชนไทย ถึงไม่คิดที่จะแสวงหาประโยชน์เอง
หรือขาดความรู้ ความสามารถจริงๆ

ถ้าให้เป็นสัมปทาน เอกชนไทย ขุดเพื่อนำไปแสวงหาประโยชน์ จะมีใครสนใจหรือไม่
เอาไปถมที่ ของไทยเอง ได้หรือไม่ จะคุ้มทุน หรือไม่

หรือท่านอื่นมีประเด็นใด ที่แตกต่างจากนี้ ลองตั้งประเด็น หรือข้อสังเกตุ ดูครับ

27 ต.ค. 2552 19:16


ความคิดเห็นที่ 16 โดย หน้าใหม่

ตั้งสมมติฐานเพิ่มเติม...ยังเป็นการคาดคะเนอยู่ มิได้ฟันธงลงไป


....เป็นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน คู่ค้าทั้งสองฝ่ายทราบข้อเท็จจริงดีว่า กำลังทำอะไรอยู่ ข้อมูลที่เผยแพร่ เป็นสิ่งที่ต้องการให้สาธารณะ รับรู้ ซึ่งอาจใช่ หรือ มิใช่ข้อมูลจริงทั้งหมด
เหตุที่มิอาจเผยข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด อาจเป็นเพราะติดขัดในแง่ข้อกฎหมาย เรื่องคุณภาพของทราย
เพิ่มเติมความเห็นเรื่องการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี ของสินค้าที่นำเข้า ส่งออก เพื่อระบุพิกัด ในปัจจุบันค่อนข้างเป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะมีสินค้าหลายพิกัดที่มีระบุดคุณสมบัติที่ชัดเจนยากมาก ตั้งแต่วิธีการวิเคราะห์ และ การเก็บตัวอย่าง
การกำหนดพิกัดสินค้าให้ได้ชัดเจนมีผลกระทบกับอัตราอากรขาเข้าที่เกิดขึ้น บางอย่างต่างกันเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มี และ สินค้าบางอย่างเป็นสินค้าห้ามนำเข้า ต้องมีการควบคุม เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะสินค้าบางตัวจัดเป็นยุทธศาสตร์ของนโยบายรัฐบาลแต่ละสมัย หรือ อาจเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลดำเนินการกันต่อเนื่องด้วย
28 ต.ค. 2552 07:17


ความคิดเห็นที่ 17 โดย สิง

เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นผมเรืยนอยู่มัธยมต้น มีอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ ท่านหนึ่ง พูดเปรียบเทียบ การขายแร่ดีบุก ของไทย กับการขายกล้วยหอม ว่า...

เราขายกล้วยหอม คือ เนื้อในของผลกล้วย แต่ต้องมีเปลือกไปด้วย โดยที่เปลือกมีคุณประโยชน์ มากกว่าหลายเท่า แต่เราเองไม่มีความสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์

แร่ดีบุก ก็เช่นเดียวกัน เราขายแร่ดีบุก แต่จะมีแร่อีกตัวผสมอยู่ด้วย โดยที่เราไม่มีความสามารถที่จะแยกสกัดออกมา ซึ่งอาจารย์บอกว่า เจ้าแร่ตัวนี้ มีมูลค่าสูงกว่าดีบุก หลายเท่า มันทนความร้อนสูงมาก และฝรั่งเอาไปใช้ทำชิ้นส่วนยานอวกาศ...

ซึ่งผ่านมาอีกสิบปี คือเมื่อปี 2529 คนไทยส่วนใหญ่ ถึงจะได้ยินชื่อ แทนทาลัม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อ บริษัท ไทยแลนด์แทนทาลัม

30 ต.ค. 2552 10:22


ความคิดเห็นที่ 22 โดย หน้าใหม่

บ้านเราใครทำอะไรก็ง่ายๆ อาทิ สมัยหนึ่งมีการสร้างทาง ที่มาจาก บริษัทชื่อ "กูมาไกกูมิกลับ(ง่ายๆ ) " หรืออะไรนี่แหละ ก่อนฟองสบู่แตก หรือ บริษัทชื่อที่มีความหมายว่า หวังว่าจะดี...แล้วก็มีอันพับไป จะด้วยเหตุใดไม่รู้ รู้แต่ว่าเจ้าของที่เหลือเป็นประจักษ์พยานเหล่านั้น ได้กลายเป็นคู่แข่งกับกำแพงเมืองจีนก็เป็นได้ เมื่อนักบินอวกาศออกไปนอกโลก แล้วมองเข้ามา บริเวณนี้ อาจจะสับสนว่า นั่นกำแพงเมืองจีน หรือ สันสะพาน ?!?...เขียนแบบไม่เคร่งเครียด เพราะไม่อยากให้กระทู้ โหดเกินจริง......
ปัจจุบันนี้ก็ยังมีตัวอย่าง เส้นทางสายไหม ให้เห็นอยู่ เป็นถนนที่สร้าง สี่สมัยแล้ว คือ นายก ฯ ผ่านมาสี่คน เจ้าถนนเส้นนี้ก็ยังไม่เสร็จ แต่ได้เปลี่ยนเส้นทาง ไปมา เป็นการชั่วคราว มาสามสี่ปีแล้ว
พูดอย่างนี้ คนอื่นอาจสงสัย แต่คนที่วิชาการจุดคอม ควรจะร้องอ๋อ เพราะอยู่เส้นทางที่เป็นเส้นผ่านหน้าที่ทำการ ของ วชก.ดค (ตามที่ท่านเขียนไว้) นั่นเอง
ว่างๆ จะนำภาพจริงมาประกอบ
31 ต.ค. 2552 09:28


ความคิดเห็นที่ 24 โดย krupanya s

จะเสียทราย  ที่พังงา   คือสาเหตุ
มาดีเบต     ในกะทู้   พอรู้ว่า
ออบอตอ     ท้องถิ่น   สิ้นปัญญา
แก้ปัญหา    น้ำท่วม   และส้วมตัน
ด้วยตะกอน  ดินทราย  กองก่ายเพิ่ม
สะสมเสริม  ขัดขวาง   ทางน้ำหัน
ไหลชะลอ    ระบายช้า  กว่าวานวัน
ชาวบ้านทุกข์ มหันต์    กัดฟันทน
จึงขอให้      สิงคโปร์  โจโฉใต้
ขุดตะกอน    ดินไป    ไว้สิงหน
น้ำจะได้     ไหลคล่อง  สองตำบล
ชายฝั่งชล    สูงสง่า     พังงางาม
แก้ปัญหา    เฉพาะหน้า ใช่ว่าเท่
คงหลงเล่ห์   อีคราว     แล้วชาวสยาม
อาจสูญเสีย   แดนดิน   จนสิ้นนาม
หากรุกราม   ให้ขน     วนอีกครา
ออบอตอ     ออบอจอ   ควรต่อสู้
หาเรือกู้      ดินทราย   ย้ายหน่อยหนา
เอาไปถม    ถนน       บนพารา
ในพังงา      ถิ่นไทย    ดีไหมเอย

31 ต.ค. 2552 22:03


ความคิดเห็นที่ 25 โดย ครูไผ่

โอ้โฮ คุณครูปัญญา นอกจากแต่งกลอนเก่งแล้ว ยังแก้ปัญหาเก่งด้วย

นั่นสินะ แทนที่จะขนตะกอนดินตะกอนทรายไปทิ้งในทะเลให้น้ำซัดกลับมาอีกอย่างที่เคยทำตามที่เล่ามา ทำไมไม่เอาขึ้นมาใช้ประโยชน์ เช่น ถมที่ให้สูงขึ้น หรือ สร้างภูเขาจำลอง และอื่น ๆ ฯลฯ
1 พ.ย. 2552 05:44


ความคิดเห็นที่ 33 โดย หน้าใหม่

และแล้วก็มีค่าโง่ล่าสุดกว่า
น่าหัวเราะ  ทั้งน้ำตา  นะคะท่าน
มิเคยคิด จะได้พบ ประสบการณ์
ขอเล่าเป็นวิทยาทาน  ให้อ่านกัน

สัปดาห์ก่อนที่บ้าน มีเรื่องราว  เพราะมีคนแต่งตัวเครื่องแบบตำรวจมาพร้อมกับ บอกว่านำหมายศาลมาด้วย   ขอค้นบ้าน หาสิ่งผิดกฎหมาย  

วันนั้นเจ้าของบ้านไม่อยู่     เขาก็พูดจนคนเฝ้าบ้าน ซึ่งไม่รู้เรื่องแล้วก็ตกใจเป็นลำดับแรก   จำต้องยอมให้เข้าไปทั้งขโยง  มาประมาณ  หกสิบคน  รถหลายคัน

คนเฝ้าบ้านคงคิดในใจว่า  เจ้าของบ้านสงสัยจะทำอะไรผิดใหญ่โต  จนโดนคนเข้ามาค้นบ้านขนาดนี้

เมื่อคนที่แต่งตัวเหมือนเจ้าหน้าที่   เข้าไปในบ้าน   คนเฝ้าบ้านก็โทรหาเจ้าของบ้าน  แล้วให้พูดกับ   คนที่เข้ามาอ้างว่าเป็นหัวหน้าชุด

เมื่อเจ้าของบ้านรับสาย   เขาก็บอกว่าจะขอดูบ้านเท่านั้นไม่มีอะไร สงสัยว่าจะมีของผิดกฎหมาย

เจ้าของบ้านตกใจมาก   จนลืมไปว่า  เขาจะค้นบ้านได้ยังไงถ้าเจ้าของบ้านไม่ได้อยู่ในที่เกิดเรื่อง   แต่ด้วยความที่บริสุทธิ์ใจแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรผิด   เลยบอกว่า 
"  คุณตำรวจ   ดิฉันเป็นคนทำงานสุจริตนะ  จะมีของที่คุณสงสัย  ซึ่งมันคืออะไร  "
อันที่จริงควรจะทักท้วงเขาว่าคุณต้องรอดิฉันไปก่อน
เขาก็ตอบว่า  " ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรหรอก   ขอดูแล้วก็จะไป "  ทำนองว่าถ้าขัดขืนแปลว่ามันคงมีอะไร
เจ้าของบ้านก็บอกว่า " ยังไงก็รบกวน  อย่ารื้อค้นบ้านจนหมดสภาพนะ    เรารักบ้านไม่อยากให้มันทรุดโทรม   ขอความกรุณาด้วย   เราคนทำงาน (ย้ำ)"
เขาก็เลยประชดให้ว่า " อ๋อ ผมเข้าใจ  ผมก็คนทำงานเหมือนกัน "


จากนั้นปรากฎว่า เขาไม่ได้หาของ แต่หาใครสักคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้น  แต่เป็นเจ้าของเดิมที่ขายมาให้  

ตอนนั้นเขาก็สอบถามคนเฝ้าบ้านว่า  บ้านนี้เป็นของใคร  ปรากฎว่าเมื่อทราบว่าเป็นของเจ้าของใหม่  เขาก็เลยเริ่มมึน แล้วก็ชักจะเขว  เพราะว่า เขาเข้าใจผิด  มาโดยสำคัญผิด

แต่ยังไม่ยอมเลิกรา  พยายามจะหาตัวเจ้าของเดิมให้ได้จากคนเฝ้าบ้าน  ถึงขนาดที่   นำคนเฝ่าบ้านไปสอบปากคำเพิ่ม

ระหว่างที่เขาค้นนั้น  เจ้าของบ้านใหม่ที่อยู่ไกลจากบ้าน ร้อยกว่ากิโลเมตร เพราะไปทำงานอยู่    เกิดความไม่สบายใจว่า เราทำผิดขั้นตอน ลืมจดชื่อเขาไว้  ก็เลยโทรกลับไปขอจดชื่อ บันทึกไว้  เพราะกลัวเรื่อง คนที่แอบอ้างแล้วยกเค้า

ขณะนั้นเขากำลังถามเรื่อง ของเจ้าของบ้านใหม่จากคนเฝ้าบ้าน   แต่เมื่อโทรเข้าไป  คนเฝ้าซึ่งกำลังเซ็งและอึดอัดว่าทำไมไม่คุยกันเอง  ก็บอกเขาว่า  นี่เขาโทรมาแล้ว  จะคุยกันเองไหม   เขากลับบอกว่าไม่ต้อง  ไม่ต้อง  

เรื่องยังไม่จบ  มีแง่คิดหลายมุมที่อยากเล่าต่อ

10 พ.ย. 2552 07:32


ความคิดเห็นที่ 35 โดย หน้าใหม่

ระยะสองสามปีมานี่  หากใครสังเกตเหตุการณ์ บ้านเราจะพบว่า  บ่อยครั้ง เมื่อมีเรื่องสำคัญที่จะต้องนำสู่การพิจารณา ในเชิงนโยบาย ซึ่งมีผลประโยชน์ มากๆ   ก็มักจะมีข่าวที่ดังกว่า มากลบข่าวที่เป็นเรื่องสำคัญ  ในเชิงเศรษฐกิจระยะยาว หรือ ความมั่นคง   ก็แบบตอนนี้   เรื่อง MOU ไทย เขมร  และ เรื่อง อดีต นายกฯ ที่ไปสร้างข่าวข้ามทวีป

ทำไมมักบังเอิญแบบนี้ทุกคราวไป

11 พ.ย. 2552 20:56

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น