ถ้าการกลับชาติมาเกิด..ไม่มีจริง ศาสนาพุทธคงต้องล้มทั้งยืน?

 

ปัจจุบันเป็นยุควิทยาศาสตร์  หลักวิชาการต่าง ๆ  ต้องผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์เสียก่อนจึงจะเชื่อถือได้  รายชื่อหนังสือเขียนโดยศาสตราจารย์ฝรั่งที่ยืนยันว่า ชาติหน้ามีจริง ดังนี้

 

                   . งานวิจัยเรื่อง 20 ผู้กลับชาติมาเกิด   โดย  .นพ. เอียน สตีเวนสัน   อ่านต้นฉบับภาษาอังฤษได้ที่  http://books.google.com/books?id=vIDES6VWl1MC&hl=th

 

                   . ชาติภพ  โดย Brian L.Weiss,M.D. มหาวิทยาลัยไมอามี่ จุไรรัตน์  อารยะกิตติพงศ์ แปล สำนักพิมพ์มติชน ๑๒ ถ.เทศบาลนฤมาล ประชาชื่น๑ กทม.  ๑๐๙๐๐

 

                        . ประจักษ์พยานตายแล้วเกิด โดย ดร. บุณย์ นิลเกษ   โรงพิมพ์สหมิตรออฟเซท  ๔๘ /๕๔ ถนนพระสุเมรุ บ้านพานถม พระนคร  กท.๑๐๒๐๐ พิมพ์ครั้งที่ ๓

 

                   . จิตใต้สำนึกกับการระลึกชาติ  โดย Jess Stearn      ทศยุทธ์ แปล สำนักพิมพ์เรืองบุญ ๑๐/  .๗ ต.บางกระสอ   .พระประแดง จ.สมุทรปราการ       

 

                   . 25 ผู้ระลึกชาติ   โดย นที ลานโพธิ สำนักพิมพ์ธารบัวแก้ว  ๒๕//๕๔ ซ.หมู่บ้านเจริญรัตน์  .ประชาราษฏร์ ๑๖      .ตลาดขวัญ   .นนทบุรี 

 

                   . แว่นส่องจักรวาฬ   โดย พ...ชลอ อุทกภาชน์..   โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ ๔๗  .เฟื่องนคร พระนคร        กรุงเทพฯ ๒๕๐๒ (นายรวล รุ่งเรืองธรรม)

 

                   . นักวิจัยไทยค้นพบ 28 ผู้กลับชาติมาเกิด ฟังบรรยายได้ที่ : http://www.navy.mi.th/navy_admin/maolee/deadborn.php

         

          เนื้อหาของหนังสือทั้ง ๖ เล่มนี้จะบอกให้เรารู้ว่า การเวียนว่ายตายเกิด นรกสวรรค์เป็นเรื่องจริง มิใช่แค่ความเชื่อ   ถ้าไม่จริง เด็กอายุแค่ ๔-๕ ขวบ จะรู้จักชื่อของญาติพี่น้องของตนในชาติก่อนได้อย่างไร โดยที่ศาสตราจารย์ น..เอียน สตีเวนสันได้นำเด็กคนนั้น...ไปหาญาติพี่น้องตามที่เด็กกล่าวอ้างจนพบจริง ๆ  ในบราซิลมีอยู่ถึง ๔ คน

 

 

 

Twenty Cases Suggestive  of  Reincarnation

 

โดย               Ian Stevenson  M.D.

 

จัดพิมพ์โดย   University  of  Virginia  Press,   1980

 

ISBN          0813908728 ,  9780813908724

 

 

 

          การเวียนว่ายตายเกิดเป็นกฎธรรมชาติ ไม่ว่าผู้นั้นจะเชื่อหรือไม่ จะนับถือศาสนาหรือศาสดาองค์ใดก็ตาม  ถ้าหากเขายังมีกิเลสตัณหาในจิต ยังมีราคะ  โทสะ  โมหะอยู่ ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภูมิทั้ง ๓๑ ไม่มีที่สิ้นสุด  ต้องเวียนสุขเวียนทุกข์  เป็นเทพบ้าง  เป็นมนุษย์บ้าง  เป็นสัตว์ เดรัจฉานบ้าง ตกนรกบ้าง ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้  ต่อเมื่อเขาเบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิด  แสวงหาวิธีตัดวงจรนี้เสียด้วยการเจริญวิปัสสนา  ดำเนินตามมรรคมีองค์ ๘ จนบรรลุถึงพระนิพพาน  เมื่อนั้นเขาจึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์และการตกนรก ได้อย่างสิ้นเชิง

 

 

2 ก.พ. 2552 21:29
76 ความเห็น
58533 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย unity sun power

ผมไม่เคยเห็นอาจารย์พุทธทาสสอนเน้นเรื่องเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องสำคัญตรงไหนเลย  ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่แก่นพุทธศาสนา บาป ก็ไม่ใช่แก่น บุญก็ไม่ใช่แก่น ความเชื่อเรื่องเหล่านี้มีมาแล้วก่อนจะมีพุทธศาสนา ศาสนาพุทธไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่มีมาแต่เดิม แต่ก็ไม่ได้เน้นตรงนี้นะครับ ตรงนี้อาจถือได้ว่าเป็นแค่เปลือกพุทธศาสนา ถึงจะพิสูจน์ได้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่เป็นความจริงก็ไม่กระทบกับแก่นพุทธศาสนาหรอกครับ

ถ้าจะให้กระทบจริงศาสนาพุทธล้มทั้งยืนจริง ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า อนิจจัง ทุขขัง อนัตตา ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอนัตตาซึ่งไม่มีศาสนาไหนสอนมีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น

3 ก.พ. 2552 08:58


ความคิดเห็นที่ 5 โดย ครูไผ่

ดิฉันคิดว่า เรื่องนี้ จะ "จริง" หรือ "ไม่จริง" ไม่สำคัญ เท่ากับ


"เชื่อ" กับ "ไม่เชื่อ" อย่างไหนจะนำสันติสุขมาสู่สังคมได้มากกว่า?

ถ้า "เชื่อ" เรื่องนี้แล้วเป็นผลให้เกิดสันติสุขในสังคมได้มากกว่า ก็ควรจะ "เชื่อ" โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง

3 ก.พ. 2552 23:49


ความคิดเห็นที่ 6 โดย unity sun power

อันที่จริงเรื่องศาสนา เรื่องการเมืองนี่ผมไม่อยากจะแสดงความคิดความเห็นสักเท่าไหร่ สำหรับคนที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนาหรือนับถือตามสำมโนครัวแล้ว เขาอาจมองพุทธศาสนาผิดเพียนไป หรือเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อตามความพอใจของเขา เพราะอะไร เพราะเขาไม่รู้ตามที่เป้นจริงการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นไปตามอำนาจของความหลง

แต่ผมอยากจะบอกว่าไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อทุก ๆ คนที่เกิดมาในโลกนี้อยู่ภายใต้กฏเดียวกัน มีทุข มีสุข เหมือน ๆ กัน เขาจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความคิดความเห้นของเขาว่า เห้นถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ ความจริงจึงเป็นส่งสำคัญ อย่างไรก็ตามชาวพุทธมีกาลามสูตรไว้เป็นเครื่องพิจารณาว่าอะไรควรเชื่ออะไรไม่ควรเชื่อ เราเน้นกันที่มีความเห็นชอบตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าความเห็นผิดเชื่อผิด ๆ เสียแล้วทุกอย่างก็ผิดหมด

คำสอนทุกศาสนาย่อมมีการปนเปื้อนเพราะผ่านมากว่าพันปีแล้วทั้งนั้น ผู้มีปัญญาควรพิจารณาว่า อะไรคือเปลือก อะไรคือกระพี้ อะไรคือแก่น อะไรคือสาระที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์นำความผาสุขมาให้

เราคงไม่ชี้ถูกชี้ผิดเพราะเรากิเลสยังหนา แต่ผู้มีปัญญาคงพิจารณาเห็นความจริงได้

4 ก.พ. 2552 09:12


ความคิดเห็นที่ 7 โดย TM

เห็นด้วยกับครูไผ่ครับ  ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา  ไม่ใช่เรื่องจริงหรือเท็จ  ตราบใดที่ความเชื่อทำให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข  ก็ให้เชื่อเช่นนั้นต่อไป  ถ้าความจริงทำให้สังคมปั่นป่วน  แล้วเราจะรู้ความจริงไปทำไม  ศาสนาพุทธไม่เคยสอนเรื่องกลับชาติมาเกิด  เรื่องทศชาติชาดกต่าง ๆ แน่ใจหรือว่าออกจากปากพระพุทธเจ้า ท่านพุทธทาสจึงมิได้กล่าวถึง  เรื่องของหมอสตีเวนสัน ก็ไม่ได้ฟันธงลงไปว่ามีจริง เพราะแกพบว่าน่าเชื่อว่าจริงในบางกรณีแต่ส่วนใหญ่เป็นเท็จ แกตั้งข้อสมมุติฐานไว้หลายข้อ เช่นจิตใต้สำนึกของภาพในอดีตที่ตนพบเห็น  ผมเคยอ่านรายงานของหมอสตีเวนสันแล้วและก็ไม่ได้ทำให้ผมคลายความนับถือพระพุทธเจ้าลงแม้แต่น้อย  การเซ่นไหว้บรรพบุรุษของผมก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ศาสนาพุทธจะยืนหรือล้มก็อยู่ที่พุทธบริษัททั้งสี่เท่านั้น

4 ก.พ. 2552 14:29


ความคิดเห็นที่ 8 โดย montasavi

.

4 ก.พ. 2552 18:06


ความคิดเห็นที่ 9 โดย ครูไผ่

การเข้าถึงธรรมะมีหลายระดับ เช่นเดียวกับการศึกษาในทางโลก


คงไม่ใช่เข้าเรียนชั้นอนุบาลเมื่ออายุ 4 ขวบแล้วก็สามารถลงมือทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกได้สำเร็จในตอนนั้นเลย

เพื่อให้คนจำนวนมากในสังคม ได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงควรจะให้เชื่อและศรัทธาในสิ่งที่จะนำสันติสุขมาสู่สังคมก่อน แล้วค่อย ๆ เจริญสติไปจนบรรลุความจริงตามกำลังสติปัญญาของแต่ละคน

5 ก.พ. 2552 08:56


ความคิดเห็นที่ 10 tkesmala@yahoo.com (Guest)

ศาสนาบางกลุ่ม เน้นการใช้ความเพียรในการบังคับจืตก็สามารถสำเร็จประโยชน์ทำให้เขามีความสุขได้ แบบนี้ก็ได้เหมือนกัน

ศาสนาบางกลุ่มต้องอาศัยศรัทธาเพื่อให้สำเร็จประโยชน์ได้ แบบนี้ก็ได้เหมือนกัน

ศาสนาบางกลุ่มต้องอาศัยปัญญา แบบนี้ก็ได้เหมือนกัน

การศึกษาศาสนาก็ต้องเริ่มจากของง่าย ๆ ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไป คงไม่มีทางลัด สำหรับพุทธศาสนา ได้วางระเบียบปฏิบัติไว้ในอริยสัจ 4 พูดเน้นเรื่องทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น เมื่อปฏิบัติตามแล้วย่อมบรรลุตามความมุ่งหมายของศาสนา คือรู้เรื่องทุกข์จริง ๆ (ไม่ใช่แค่รู้ตามตัวหนังสือ) จนกระทั่งหมดทุกข์

แนวทางปฎิบัติที่เรียกว่าทางสายกลาง เริ่มจากความเห็นชอบ ขอยืนยันว่าต้องเริ่มที่ความเห็นที่ถูกต้องก่อนครับ ไม่ใช่เริ่มที่ความเชื่อ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีความเห็นที่ถูกต้องตามจริง ว่ากันแต่เรื่องความจริงล้วน ๆ เพื่อให้รู้เท่าทันของมายา เพื่อเราจะไม่ยึดถือเอาของมายาว่าเป็นของจริง

จากมรรค 8 ย่อมาเหลือแค่ ศีล สมาธิ ปัญญา จาก ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อ ลงมา เหลือ สมถกับวิปัสสนา จากสมถวิปัสนาย่อมาเหลืออานาปานสติ ปำบัตอย่างนี้ถือว่าปฎิบัติได้ครบถ้วนและสำเร็จประโยชน์ อาจารย์พุทธทาสสอนไว้อย่างนี้ครับ ผมก้พอจำได้กระท่อนกระแท่นเต็มที ผืเดพลาดขออภัยนะครับ

5 ก.พ. 2552 09:36


ความคิดเห็นที่ 11 โดย นาคราช


หัวใจของพระพุทธศาสนา

6 ก.พ. 2552 09:45


ความคิดเห็นที่ 14 หน้าใหม่ (Guest)

ปกติไม่ได้เป็นพุทธบริษัท  ที่ดีนัก  เพราะอ่อนด้อยอย่างมากเรื่องการภาวนา
การสวดมนต์ น้อยมาก     ได้แค่บท อิติปิโสภควาฯ  เท่านั้น (สวดโดยไม่ต้องเปิดหนังสือ)   เพราะตอนเรียนมัธยม  ที่โรงเรียนให้สวดมนต์ทุกวันจันทร์

แต่ก็พยายามใช้หลัก ว่า   พึงทำความดี  ละเว้นความชั่ว ทำใจให้ผ่องใส

พอจะจำได้ว่า   พุทธะ คือ ผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  (จะเห็นว่าไม่มีพระพุทธรูปใดที่หลับตาเลย)   จึงเป็นที่มาของการทำจิตให้ผ่องใส   

มีความคิดว่า  หากศาสนาพุทธทีอาการล้มทั้งยืนแบบกระทู้   ที่ต้องล้มพับก่อนก็คือ พุทธบริษัท   เพราะคิดว่าหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ของเราถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว   เป็นการสอนตามหลักเหตุผล  และ ไม่ได้สอนให้เราดีแล้วจะต้องโง่(โดนรังแก)     แต่ให้เราเป็นคนดีที่ไม่โง่ต่างหาก(คือรู้จักใช้อุบาย ในการอันเป็นกุศล  คือในการต่อสู้แก้ปัญหา   ไม่ได้ใช้เพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว ดังที่นักการเมืองหลายคน ชอบอ้างคำพระดังๆ  กันนัก  แบบอ้างประโยคเดียว   หรือพูดง่ายๆ ก็คือ  พูดความจริงไม่ครบนั่นเอง  )   

6 ก.พ. 2552 19:50


ความคิดเห็นที่ 15 โดย สร

 What we know about the Buddha's Teaching is not only from the Tipitaka (which is said to be the accurate recording of Ananda's recollection of the Buddha's Teaching -- Ananda is believed to have 'perfect memory'; Paali is the language of choice for recording; the first (generation) of recording was onto (how many repositories?) human memory for reciting; the first written scripture of recording was (believed) in the reign of King Ashoka; many transcripts (into many writing systems e.g. Singhalese, Thai, Kmer, Burmese, Chinese, ...) all aimed to capture the Buddha's Teaching in Paali; many different (believed) renditions (contextualization -- written/explained to fit local audience) led to schisms (mahayana, hinayana, theravadi, ...) in Buddhism; ...


Enough to say that we learn Buddhism to understand the Buddha's Teaching as told by Ananda, as written down and translated into many languages by many interpreters and teachers of many cultures and backgrounds ... We, of many backgrounds (and kamma), perceive the Teaching and 'importance' of 'certain fractions' of the Teaching differently.


I recall vaguely the notion that "gods exist because there are worshippers of the gods".


"ถ้าจะให้กระทบจริงศาสนาพุทธล้มทั้งยืนจริง ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า
อนิจจัง ทุขขัง อนัตตา ไม่เป็นความจริง
โดยเฉพาะอนัตตา
ซึ่งไม่มีศาสนาไหนสอนมีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น" unity sun power in #1 (with my emphasis) sums up quite nicely "accepting that things change and that people suffer from changes, and (disowning changes or ) becoming self-less" are keys to human happiness. Whatever else that maybe proven, believed, argued, ... can be seen as อนิจจัง or ทุขขัง but not อนัตตา (What is 'anatta'? Is it not the same as 'joining God'? Is it not the same as 'becoming a part of Nature or Natural Process'? -- rather than upholding the uniqueness of being individual 'self'? When we rid ourselves from an attachment, are we not in our lifetime re-transformed or reborn -- like from egg into caterpillar ... into butterfly?)

7 ก.พ. 2552 07:05


ความคิดเห็นที่ 16 โดย ครูไผ่

เรียน ท่าน TM

Confucius (Chinese: ; pinyin: Kǒng Fūzǐ; Wade-Giles: K'ung-fu-tzu), lit. "Master Kong,"[1] (September 28, 551 BC – 479 BC) was a Chinese thinker and social philosopher, whose teachings and philosophy have deeply influenced Chinese, Korean, Japanese, Taiwanese and Vietnamese thought and life.

http://en.wikipedia.org/wiki/Confucius

ขงจื่อ (ท่านข่ง) เป็นนักคิด นักปรัชญาทางสังคม ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่พระ ไม่ใช่นักบวช  คำสอนและปรัชญาของท่านข่งได้ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของชนชาวจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียตนาม

คำสอนของท่านข่งเน้นไปที่สัมพันธภาพทางสังคมระหว่างบุคคลตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดไปจนถึงหน่วยใหญ่  ว่าผู้ที่อยู่ในฐานะต่าง ๆ ควรปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะทำให้เกิดสันติสุขในสังคม
เช่น สัมมาคารวะของผู้อ่อนอาวุโสกว่าต่อผู้อาวุโสกว่า  ความกตัญญูของบุตรต่อบุพพการี และต่อผู้มีบุญคุณ  ความซื่อสัตย์ต่อคู่ชีวิต  หลักการบริหารและคุณธรรมของผู้ปกครองแผ่นดินที่พึงมีต่อผู้ที่ตนปกครอง ฯลฯ  อันนำมาซึ่งสันติสุขของสังคมตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดจนถึงหน่วยใหญ่ที่สุด

ไม่เกี่ยวกับเรื่องเทพเจ้า เทวดา นรก สวรรค์ ใด ๆ ทั้งสิ้น

การเซ่นไหว้ของชนเผ่าต่าง ๆ ในประเทศจีนเป็นประเพณีโบราณที่มีมาก่อนที่ท่านข่งจะเกิด  แต่ท่านข่งก็ไม่ได้ไปยกเลิกพิธีกรรมอันเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวบ้าน

เด็กจีนยุคก่อนจึงมีพิธีคารวะท่านข่งก่อนเริ่มเรียนหนังสือ

7 ก.พ. 2552 08:28


ความคิดเห็นที่ 18 โดย unity sun power

ก็ดีครับ เป็นการมองต่างมุม บางครั้งการที่เราเชื่อเรายึดถืออะไรนี่ก็เป็นอุปสรรคการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามเป็นจริงนะครับ มันเป็นการยากที่จะเปลี่ยนความเชื่อความเห็น เพราะเรายึดมั่นถือมั่น นั่นเอง

7 ก.พ. 2552 10:24


ความคิดเห็นที่ 19 โดย unity sun power

เรื่องความดีความชั่วเป็นคำสอนที่อยู่ในระดับศีลธรรม ศาสนาไหนก็มีสอนครับหาที่ไหนก็ได้ครับ ศีลธรรมทำให้สังคมเราอยู่เป็นปกติสุขได้ แต่เราก็ยังทุกข์อยู่ดี คือทุกข์แบบปนสุขนะครับ จะหมดทุกข์ต้องมีอะไรที่มากกว่าระดับศีลธรรมครับ

7 ก.พ. 2552 10:30


ความคิดเห็นที่ 20 โดย unity sun power

ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนา แต่งขึ้นใหม่โดยพระยาลิไทยกษัตริย์กรุงสุโขทัย เพื่อใช้เทศนาโปรดพระมารดา วรรณกรรมนี้เรียกอีกอย่างว่า เตภูมิกถา ซึ่งเรียบเรียงโดยอาศัยคัมภีร์ต่าง ๆ ในพระไตรปิฏก ถือว่าเป็นวรรณกรรมที่อิงคำสอนทางพระพุทธศาสนา ไม่ถือว่าเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาโดยตรง ดังนั้นผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณ

คัมภีร์ที่แต่งขึ้นมาใหม่โดยพระสาวกซึ่งถือได้ว่าเป็นคัมภีร์พระพุทธศาสนาก็มีเช่น พระวิสุทธิมรรค และมิลินทร์ปัญหา ซึ่งถือได้ว่าแต่งดีมีชื่อเสียงทัดเทียมกัน

7 ก.พ. 2552 10:42


ความคิดเห็นที่ 22 โดย rot

ไม่ต้องเชื่อ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เชื่อ โดยไม่มีเหตุผลเเต่หากสอน ให้ใช้  สติพิจารณา  ว่าเป็นจริงหรือเปล่า

ถ้าหากไม่เชื่อก็ลอง พิสูจน์ได้เลยครับในชาตินี้ครับไม่ต้องรอ  ให้กลับชาติมาเกิด

เเต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญของชาวพุธ เเต่หากสิ่งที่  สำคัญคือการดับทุกข์

ซึ่งทุกข์คน  มี    http://www.fungdham.com/


8 ก.พ. 2552 20:10


ความคิดเห็นที่ 23 โดย ศรา_อีปราส

จะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของแต่ละคนนะครับ

ศาสนาพุทธไม่ได้บังคับให้เราต้องเชื่อในสิ่งนั้นสิ่งนี้ทันทีเสียหน่อย

แต่สอนให้เรารู้จักให้เหตุผล และปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนเชื่อต่างหาก

เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่า ยังไงซะ ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงไม่จริง ศาสนาพุทธคงไม่มีวันล้มแน่ๆ

8 ก.พ. 2552 21:51


ความคิดเห็นที่ 24 SR (Guest)

    I like more explanation for  this comment (from #23 my emphases in colours):


... รู้จักให้เหตุผล และปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนเชื่อต่างหาก
เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่า ยังไงซะ ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงไม่จริง ศาสนาพุทธคงไม่มีวันล้มแน่ๆ


... know how to reason ... think thoroughly ... before believing/committing


therefore, I think, no matter what, whether it is true or not, ... would (possibly) not ... for sure


 


   I've read that a few times and I got more confused each time. It read like a politicians' speech. There must be a mental block or a logical circuit failure in me. Please help me get through this complexity.

9 ก.พ. 2552 06:22


ความคิดเห็นที่ 26 โดย พฤหัสทรงกลด

นิพพานัง ปรมัง สุขัง 


นิพพาน คือ ความสุขอันยอดเยี่ยม

9 ก.พ. 2552 15:16


ความคิดเห็นที่ 27 โดย unity sun power

ระดับเราในเว๊ปวิชาการที่เสวนากันอยู่ทุกวันนี้ คงไมใครเข้าถึงธรรมขั้นสูงถึงกับตอบได้แน่นอนว่า "เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า ชีวิตหลายภพชาติเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าประจักษ์ได้แล้ว" ถ้าทราบดังนั้น ข้าพเจ้าขอกราบคารวะอย่างสูง ที่ท่านเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนทั้งหลาย และท่านก็คงไม่มาโพสต์ในที่นี้หรอกครับเพราะท่านหลุดพ้นแล้ว เรื่องหลุดพิ้นนั้นไม่ใช่ของง่ายมีใครสักกี่คนที่ทำได้ ดังนั้นมีแต่คนที่ไม่หลุดพ้นทั้งนั้นที่มาโพสต์ในนี้

แต่เราแสดงความคิดความเห็นในฐานะวิชาการ ในสังคมวิชาการตามเหตุผลและหลักฐานที่มีอยู่ หวังว่าคงเปิดใจกว้างกันนะครับ เพราะสังคมวิชาการเป็นแบบนี้ ถ้าว่ากันตามเหตูตามผลแล้วถูกกว่าวหาว่าโกหกก็คงต้องยอมรับ เพราะคนโกหกแบบนี้มีนับไม่ถัวนเพราะไม่มีคนรู้จริงสักคน

ถ้าพูดในแง่วิทยาศาสตร์กฎมากมายถูกยกเลิกเพราะอธิบายไม่ครอบคลุมปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ มีกฎใหม่ที่อธิบายได้ดีกว่าครอบคลุมมากกว่ามาแทนที่ นักวิทยาศาสตร์รุ่นเก่า ๆ ก็คงโกหกเหมือนกันเพราะอธิบายเรื่องที่ไม่เป็นความจริง แต่ผมขอยกย่องท่านที่กล้าโกหกเพราะถ้าไม่มีท่านก็คงไม่มีใครมาต่อยอดค้นพบองค์ความรู้ใหม่ ๆ

เรื่องนี้เป็นเรื่องนามธรรมไม่มีตัวตนให้เห็น การวิจัยคงพิสูจน์ได้แต่เรื่องมีตัวตนให้เห็นเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นคงไม่มีแวดวงวิจัยที่ไหนยอมรับกัน ผมไม่ทราบว่ามีแหล่งทุนที่ไหนจะให้ทุนผมถ้าผมจะเสนอขอทุนวิจัยเรื่องนี้

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความเห็นเชิงสร้างสรรค์ จะผิดหรือถูกไม่สำคัญนัก เรามีส่วนร่วมวิพากวิจารณ์เพื่อประเทืองปัญญามีความสำคัญมากกว่า ความผิดเป็นเรื่องธรรมดาที่แก้ไขได้ เรามีข้อมูลใหม่เราก็คิดใหม่ ความคิดคนเราก็เปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นความผิดไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

9 ก.พ. 2552 20:04


ความคิดเห็นที่ 29 สุวัฒน์ (Guest)

ปัจจุบันเรื่องนี้พิสูจน์ได้แน่นอน
แต่คนที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้  
คงไม่มีโอกาสที่จะกลับมาเฉลยให้คนที่สงสัยรู้
ถ้ามีก็คงน้อยมากๆ จนบางครั้งฟังดูเหมือนไม่น่าเชือในโลกปัจจุบัน
เมื่ออยากรู้ก็ต้องพิสูจน์เอง แต่ขอให้เป็นไปตามวิถีทางของธรรมชาติ
อย่ารีบร้อนไปพิสูจน์เรื่องนี้เป็นอันขาด

10 ก.พ. 2552 08:37

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น