เป็นธรรมดาในทุกๆ ครั้งที่มีการพบเจอก็ต้องมีการจากลา แต่การจากลาในครั้งนี้ เป็นการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันปกติของเด็กๆ ในความรับผิดชอบในฐานะลูกของคุณพ่อคุณแม่ นักเรียนของอาจารย์ เพื่อนของเพื่อน แต่อาจมีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเติมคือน้องๆ ทุกคนได้รับความรู้และความสุขเป็นแบตสำรองเพื่อกลับไปเดินทางตามความฝันของตัวเอง

ค่ายชวนน้องใต้ขึ้นดอยตามรอยเท้าพ่อครั้งที่ 4 ได้จบไปแล้วในช่วงเช้าของวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ตลอดสี่วันสามคืนที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกัน หวังว่าน้องๆ จะมีความสุข และมีแรงบันดาลใจจากการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ จากรอยเท้าที่มีความหมายที่น้องทุกคนสัมผัสตามเส้นทางที่พ่อหลวงเคยเสด็จพระราชดำเนิน รอยพระราชดำริของพระองค์ท่านที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย (บนดอยอ่างขาง) ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ตลอดสี่วันสามคืนที่เราอยู่ร่วมกันเราทำอะไรกันบ้าง มาทบทวนความจำกันสักหน่อยมั้ย?

19 ตุลาคม 2558- วันแรกของการเปิดค่าย น้องๆ ทุกคนตื่นเต้นกันมาก วัดระดับความตื่นเต้นจากเสียงแชทกลุ่มที่ดังตลอดเวลาตั้งแต่ค่ายยังไม่เปิด จนวันที่เราได้เดินทางมาพบเจอหน้ากันจริงๆ 38ชีวิตจากเรียงความ 271 บทที่ส่งมาภายใต้หัวข้อเรียงความ “แนวพระราชดำริสู่การพัฒนาอาเซียน คัดเลือกด้วยความลำบากใจ เนื่องจากทุกคนเขียนดีกันหมดทุกคนเลย

ขึ้นเครื่องจากสนามบินหาดใหญ่เวลา 09:15 น. โดยการสนับสนุนที่นั่งจาก สายการบินไทยแอร์เอเชียมาลงที่สนามบินเชียงใหม่เวลา 11:15 น. น้องๆ ทุกคนเรียบร้อยและดูตื่นเต้นกับการพบกันครั้งแรกระหว่างพี่เลี้ยงและอาจารย์ เมื่อแบ่งกลุ่มกันเรียบร้อยแล้ว การเดินทางก็เริ่มขึ้น ....

ภาพเมื่อครั้งที่เราพบกันครั้งแรกที่สนามบินเชียงใหม่เวลา 11.15 น.

แต่ก่อนจะขึ้นดอย กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แวะทานข้าวเที่ยง ขนม น้ำ กันก่อนที่สวนหลวงล้านนาร. 9 นั่งกินข้าวในสวนสาธารณะธรรมชาติริมน้ำ สดชื่น พร้อมจริงๆ แล้ว ป่ะ!!! ขึ้นดอย

เดินทางขึ้นดอยช่วงเวลาสักบ่ายโมงเห็นจะได้ ผ่านเส้นทางหฤโหด โค้งเยอะมาก แต่เด็กๆ ใจสู้ (หรือเปล่า?)ขึ้นดอยอ่างขางเพื่อไปทำพิธิเปิดที่พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ซึ่งที่นั่นมีผู้สนับสนุนใจดี สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รอน้องๆ อยู่แล้ว

ภาพการแสดงระบำบัวลอยต้อนรับน้องๆ เด็กใต้

ถึงพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ประมาณ 16.00 น. เริ่มพิธีเปิดค่าย “ชวนน้องใต้ขึ้นดอยตามรอยเท้าพ่อครั้งที่ 4” ด้วยการแสดงระบำบัวลอย และกล่าวเปิดงาน พร้อมแนะนำผู้ใหญ่ใจดีทุกท่าน ก่อนที่เราจะไปทานข้าวเย็นและทำกิจกรรมสันทนาการกับพี่ๆ จากพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1


ภาพน้องๆ ร่วมรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน
ภาพพี่ไปรท์และพี่ไก่ พี่ทีมงานจากพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 กำลังทำกิจกรรมสันทนาการร่วมกับน้องๆ

ภาพเด็กๆ รับของที่ระลึกจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

พอเรียบร้อยจากกิจกรรมสันทนาการแล้ว เราให้เวลากับน้องๆ ได้พักผ่อนตามอัธยาศัย และให้เวลาน้องได้ทำศาสนกิจทางศาสนา(ละหมาด) เป็นการส่วนตัวก่อนที่เราจะได้ทำกิจกรรมร่วมกันอีกครั้งในเวลา 19.30 น. ก่อนที่จะให้น้องๆ ได้นอนพักเอาแรงที่ที่พัก ณ สถานีเกษตรอ่างขาง เพื่อพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมที่เตรียมไว้ในวันถัดไป

ภาพกิจกรรมละลายพฤติกรรมและทำความรู้จักเพื่อนร่วมค่ายและกิจกรรมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้วยอุปกรณ์ กาลักน้ำ
โดย ผศ.ดร. พิเชษฐ กิจธาราผู้บริหารบริษัทวิชาการ.คอม

20 ตุลาคม 2558 – อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ณ ดอยอ่างขาง หมอกลงบางๆ อากาศเย็นๆ วิวสวยๆ บนดอยทำให้น้องๆ ทุกคนดูตื่นเต้นกับการสัมผัสอากาศหนาว และพากันมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนานบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ก่อนที่ทุกคนจะไปรับประทานอาหารเช้าร่วมกันที่สโมสรอ่างขาง

ภาพเด็กๆ พี่เลี้ยง และอาจารย์ถ่ายภาพร่วมกันบริเวณสวน ๘๐ พรรษา

เช้านี้มีอาหารเตรียมพร้อมไว้แล้วที่ร้านอาหารสโมสรอ่างขางเป็นข้าวผัด ต้มจืด และผัดผัก ล้วนเป็นอาหารที่ได้จากผักสดๆ บนดอย อร่อยอย่าบอกใครเลยทีเดียว!

ภาพน้องๆ รับประทานอาหารร่วมกันในเช้าของวันที่ 20 ตุลาคม 2558

พร้อมที่จะเตรียมตัวเดินทางกันหรือยัง? รถตู้จากผผู้ชำนาญเส้นนำขบวนน้องๆ ลงจากดอยมาที่ชุมชนบ้านยางซึ่งเป็นสถานที่แรกที่น้องๆ จะได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันของชุมชน 3 ศาสนาแห่งนี้ ซึ่งที่นั่นพี่ไปรท์และพี่ไก่ พี่ทีมงานจากพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงเตรียมตัวรอให้ความรู้น้องๆ อยู่แล้ว เริ่มแบ่งกลุ่มแล้วก็เตรียมลุยกันเลย !

ภาพน้องๆ รู้จักขนมและอาหารขึ้นชื่อที่ชุมชนบ้านยางและกำลังตั้งใจเรียนรู้จากสิ่งที่พี่วิทยากรบอกเล่า

เมื่อเดินทางเยี่ยมชมหมู่บ้านยางชุมชน 3 ศาสนาเรียบร้อยแล้ว พักผ่อนดื่มน้ำให้หายเหนื่อยก่อนจะเริ่มเรียนรู้กันต่อในพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (Living Site Museum)ชมการกำเนิดโครงการหลวง ไปจนกระทั่งโรงงานจำลอง ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมโรงงานหลวง ผลิตภัณฑ์สินค้าดอยคำ ก่อนที่เริ่มกิจกรรมสรุปการเรียนรู้ในช่วงเช้า

ภาพการเรียนรู้ของน้องๆ ในพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (Living Site Museum) กำเนิดโครงการหลวง และโรงงานจำลอง

จากที่แบ่งกลุ่มช่วยกันเรียนรู้ระหว่างเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ในช่วงเช้า กิจกรรมสรุปการเรียนรู้นี้เป็นกิจกรรมที่ให้น้องๆ ทุกคน ได้นำความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งน้องๆ ทุกคนต่างตั้งใจ และร่วมมือกันสร้างชิ้นงานเพื่อนำเสนออย่างไม่น้อยหน้ากัน บ้างนำเสนอด้วยแนวคิด Big Book ชุมชนบ้านยาง บ้างวาดภาพอธิบายได้อย่างน่าทึ่ง 

ภาพน้องๆ กำลังทำกิจกรรมสรุปการเรียนรู้ชุมชนบ้านยาง

น้องคนหนึ่งพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชุมชน 3 ศาสนาได้ประทับใจมาก (ประทับใจเสียจนพี่เลี้ยงกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่) ใจความว่า

หมู่บ้านยางเป็นหมู่บ้านที่มีแต่ความสุขแม้เขาจะต่างศาสนากัน กลับกัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีแต่รอยร้าว  38 สมองในที่นี้ ลองคิดดูนะครับว่าเราจะนำความรู้ที่ได้ในวันนี้ไปพัฒนาพื้นที่ของพวกเราอย่างไร เพื่อนำความสงบสุขกลับมา

ต่วนรุสราน หะยีลาเต๊ะ

คำพูดประโยคนี้ฟังดูแล้วเป็นคำพูดธรรมดา แต่ความหมายของมันซึ้งใจมากๆ พี่เชื่อว่า น้องทุกคนจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่จะเจริญเติบโตไปเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงในอนาคต

หลังจากกิจกรรมสรุปการเรียนรู้ชุมชนบ้านยางแล้ว รับประทานอาหารกลางวัน เตรียมกองทัพพร้อมลุย !

รวมภาพน้องๆ ร่วมทำกิจกรรมเดินตามรอยเท้าพ่อ

ท้องอิ่มแล้วถึงเวลาเดินทางไกล การเดินทางตามรอยเท้าพ่อครั้งนี้ เราเริ่มเดินทางที่หมู่บ้านขอบด้ง ชุมชนของชาวเขาเผ่ามูเซอดำ เดิมทีเคยปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสร็จมายังชุมชนและมีพระราชดดำริให้จัดตั้งโครงการหลวงเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรให้กับชาวมูเซอ ทำให้พวกเขาหันมาปลูกพืชเมืองหนาวแบบขั้นบันได และเลิกการปลูปฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย ในระหว่างทางวิทยากรยังได้อธิบายเรื่องของงานฝีมือ หัตถกรรม การทำเครื่องจักรสานจากดอกหญ้าย้อมสีมาเป็นกำไล กระเป๋า สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนได้

เส้นทางเดินที่ใช้ ในอดีต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาที่บ้านขอบด้งโดยเฮลิคอปเตอร์ พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินผ่านเส้นทางลาดชันนี้เพื่อไปพบกับหัวหน้าชุมชนและหมอผี ซึ่งเป็นพระสหาย และหาแนวทางในการพัฒนาชุมชน  

เดินทางผ่านเส้นทางลาดชันมาถึงถนน เดินตามเส้นทางถนนไปเรื่อยๆ จะพบกับบริเวณที่เรียกว่า “ขอบอ่าง” ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็น “เขาหัวนก” ซึ่งเป็นที่ตั้งค่ายของค่ายทหารของประเทศเมียนมาร์

เดินทางต่อไปอีกผ่านบริเวณป่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้เจ้าหน้าที่ปลูกขึ้นมา ซึ่งมีต้นไม้สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ต้นกระถินดอยหรืออาคาเชีย ต้นเมเปิล ต้นจันทน์ทอง และต้นการบูรหรืออบเชยญวณ ซึ่งเป็นต้นไม้นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ทำให้ชาวบ้านสามารถตัดฟืนหรือนำไปใช้สอยได้ นอกจากนี้ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศ และป่าดังกล่าวยังเป็นพื้นที่การวิจัย การป้องกันการทำลายของหน้าดิน โดยป่าเหล่านี้ยังนำมาแปรรูปได้ที่ศูนย์สาธิตการใช้ไม้ แปรรูปเป็นข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงทำถ่านไม้

เดินทางต่อไปยังป่าไผ่ ซึ่งบริเวณป่าไผ่นี้มีไผ่ด้วยกัน 2 ชนิดได้แก่ ไผ่กอและไผ่เดียว เป็นไผ่ที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ระบบนิเวศ เนื่องด้วยไผ่เป็นพืชที่โตและขยายพันธุ์ได้เร็ว โดยในปีแรกสูงได้ถึงวันละ 20 เซนติเมตรเลยทีเดียว ซึ่งไผ่ที่ใช้เลี้ยงแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่ก็นำมาจากป่าไผ่ที่บริเวณนี้

เดินทางมาตามเส้นทาง จนมาถึงจุดที่ประทับของในหลวง ซึ่งเป็นม้านั่งที่เรียบง่ายตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมเดินตามรอยเท้าพ่อเรียบร้อยแล้ว น้องๆ ได้พักผ่อนตามอัธยาศัย ทำศาสนกิจทางศาสนาของตัวเอง ก่อนจะฟังบรรยายเพิ่มเติมจากวิทยากร และร่วมรับประทานอาหารเย็นที่สโมสรอ่างขาง อาหารอร่อยและน่ารับประทานอีกเช่นเคย

ภาพน้องๆ ร่วมรับประทานอาหารเย็นในวันที่ 20 ตุลาคม 2558

กิจกรรมในวันนี้เรายังไม่หมดแค่นั้น ช่วงเวลาสักประมาณ 19.00 น. เราเดินทางมาดูดาวกันบริเวณลานเฮลิคอปเตอร์ของสโมสรอ่างขาง ซึ่งกิจกรรมตรงนี้มีทีมงานจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติมาให้ความรู้น้องๆ ทั้งในเรื่องของการดูปฏิทินจากดวงดาว การวัดระยะเชิงมุมบนท้องฟ้าโดยใช้มือเปล่า การจินตนาการเหล่ากลุ่มดาวตามจักราศี รู้จักกาแล็กซี่ แอนดรอมิดา รู้จักดาวคู่ บรรยากาศในการดูดาวบนดอยอ่างขางทั้งสนุก ตื่นเต้น และได้รับความรู้มากมาย

ภาพขณะน้องๆ ร่วมกิจกรรมดูดาว ณ สถานีเกษตรอ่างขาง/ขอบคุณภาพจาก NARIT

21 ตุลาคม 2558  เช้านี้หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารสโมสรอ่างขางเรียบร้อยแล้ว เราเดินทางเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อไปเยี่ยมชมสวนสัตว์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมแรกของวันนี้  

กว่าจะถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ก็ราวเที่ยงวันพอดี พักรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว เรานั่งรถรางเที่ยวชมฝูงสัตว์ไปตามทางก่อนที่เราจะเข้าไปชมหมีแพนด้า"หลินฮุ่ย" เป็นที่แรก หมีแพนด้ากำลังกินไผ่อยู่เลย 

ภาพบรรยากาศน้องๆ เยี่ยมชมหมีแพนด้า และต่างพากันถ่ายภาพร่วมกันอย่างสนุกสนาน

หลังจากเยี่ยมหลินฮุ่ยแล้ว เดินทางต่อไปเพื่อเข้า Snow Dome เมืองหิมะที่สร้างจำลองความเป็นอยู่ทางธรรมชาติของหมีแพนด้าในประเทศจีน ซึ่งที่นี่มีหิมะเทียม ให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับมันด้วยมือเปล่า ด้วยอุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าจุดเยือกแข็งที่ -7 °C เลยทีเดียว

ภาพบรรยากาศการเข้าชมภายในเมืองหิมะจำลอง (Snow Dome)

หลังจากออกจากเมืองจำลองหิมะแล้ว ไปต่อกันที่ Chiangmai Zoo Aquarium เข้าชมพื้นที่จัดแสดงทั้งสัตว์เลื้อยคลาย พันธุ์ปลากว่า 250 สายพันธุ์ อุโมงค์ใต้น้ำที่มีความยาวมากที่สุดในโลก

ภาพบรรยากาศการเข้าชมพื้นที่จัดแสดง Chiangmai Zoo Aquarium

เดินทางต่อไปเยี่ยมโคอาล่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้องจำพวกพอสซัม เด็กๆ ต่างตื่นเต้นที่ได้อุ้มโคอาล่าน้อยกัน และพากันถามคำถามที่อยากรู้กับวิทยากรผู้ดูแลเจ้าโคอาล่า

ภาพบรรยากาศการเยี่ยมโคอาล่าของน้องๆ เด็กใต้ทุกคน

เรียบร้อยจากการเยี่ยมหมีโคอาล่าแล้วเราเดินทางต่อเพื่อไปชมการแสดงความสามารถของนกกันบริเวณพื้นที่จัดแสดงความสามารถสัตว์ ทุกคนสนุกกับการแสดงของเหล่าบรรดานกที่ออกมาโชว์ความสามารถกันอย่างเต็มที่ทั้งนกแก้วมาคอร์ที่ออกมาโชว์การปั่นจักรยาน นกกระตั้วใหญ่หงอนเหลืองที่บินมาเกาะแขนผู้ชมการแสดงเพื่ออ้อนขอเงินรางวัลในการแสดงความสามารถ

ภาพบรรยากาศการชมการแสดงความสามารถของเหล่าบรรดานกที่น่ารัก

จบการเที่ยวชมเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่แล้ว เราเดินทางออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่เพื่อไปยังจุดขายของฝากให้น้องๆ ได้ซื้อของฝากกันสักหน่อย ก่อนที่เราจะไปรับประทานขันโตกและชมการแสดงกันที่ร้านขันโตกอิสลาม “บ้านปี้เฮือนน้อง” ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าที่พักที่กองบิน 41

ภาพบรรยากาศการรับประทานขันโตกและชมการแสดงที่ร้านขันโตกอิสลาม บ้านปี้เฮือนน้อง


22 ตุลาคม 2558 เวลา 05:00 น. น้องๆ ทุกคนเดินทางออกจากที่พักที่กองบิน 41 เพื่อไปเช็คอินที่สนามบินเชียงใหม่ และเดินทางกลับไปยังสนามบินหาดใหญ่ด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยมีพี่ๆ ทีมงานจากเว็บไซต์วิชาการดอทคอม และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รอส่งน้องๆ ขึ้นเครื่องกลับถึงบ้านอย่างสวัสดิภาพกันทุกคน

กิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ไทยออย และผู้สนับสนุนท่านอื่นๆ ที่สนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้ให้กับน้องๆ เยาวชนที่น่ารักทุกคน 

แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันในค่าย “ชวนน้องใต้ขึ้นดอยตามรอยเท้าพ่อครั้งที่ 4” แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ที่น้องๆ ได้เรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ นี้จะเป็นแรงผลักดัน และเป็นแรงใจให้น้องๆ ทุกคนก้าวเดินตามเส้นทางความฝันของแต่ละคนด้วยความเข้มแข็งและมั่นคง ตามรอยพระราชดำริของพ่อหลวงด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับค่ายชวนน้องใต้ขึ้นดอยตามรอยเท้าพ่อครั้งต่อไปพบกันใหม่ปีหน้านะคะ น้องๆ คนใดที่สนใจฝึกฝนการเขียนเรียงความกันมาให้พร้อม น้องอาจเป็นหนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้ในครั้งต่อไป