ภราดา ฟ. ฮีแลร์ ครูฝรั่งแต่งตำราไทย


ช่วงนี้มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เพิ่อต้อนรับวันครูที่กำลังมาถึง แต่การพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้เป็นการมารีวิวหนังฯ แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการมาตอบคำถามในใจของใครหลายคนที่ก็ยังสงสัยว่า ฟ. ฮีแลร์ คือใคร?

เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ มีศาสนนามเดิมว่าฟรังซัว ดูเวอเนท์ (Franqois Touvenet) เกิดวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2423

ชื่อ ฟ. ฮีแลร์ โดยตัว ฟ. นั้นไม่ได้ย่อมาจากชื่อเดิม แต่ย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส Frere ที่ตรงกับภาษาอังกฤษในคำว่า Brother และมีความหมายตรงกับภาษาไทยว่า ภราดา หรือ เจษฎาจารย์ ซึ่งหมายถึงนักบวช คริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิค ที่ทำหน้าที่หลักในด้านสอนหนังสือ (ส่วนนักบวชที่ทำหน้าที่ด้านพิธีกรรมนั้นคือ Priest หรือ Father ซึ่งภาษาไทยจะใช้ว่า บาทหลวง หรือ คุณพ่อ)

ด้วยความที่ท่านมีอุปนิสัยน้อมนำไปในทางพระศาสนามาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุได้ 12 ปีจึงได้ถวายตนเพื่อรับใช้ศาสนาคริสต์ และได้เข้าฝึกอบรมยุวนิสิตสถาน (Novicate) ในคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ที่เมืองซังลอลังต์ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อร่ำเรียนวิชาทางศาสนา รวมทั้งวิชาการด้านครูและวิชาอื่นๆ จนจบการศึกษา จึงได้ถวายตนอุทิศพระเจ้า และบวชเป็นภราดาเมื่ออายุได้ 18 ปี ซึ่งท่านก็ได้วัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างเคร่งครัด สมดั่งผู้ทรงศีล และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างสมกับความเป็นครูทุกประการ

ในปีพ.ศ. 2428 บาทหลวงเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ ได้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญขึ้นในกรุงเทพมหานคร และได้ดำเนินกิจการด้วยดีเรื่อยมา จนถึงปีพ.ศ. 2443 บาทหลวงกอลมเบต์ได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ฝรั่งเศส และทั้งนี้ก็เพื่อเสาะแสวงหาคณะอาจารย์ที่มีความสามารถในการสอนมารับหน้าที่ปกครองดูแลโรงเรียนอัสสัมชัญต่อไป 

และการเดินทางครั้งนั้น บาทหลวงกอลมเบต์ได้ไปพบอัคราธิการของคณะเซนต์คาเบรียล ที่เมืองแซนต์ลอลังต์ และได้เจรจาขอให้เจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลไปปกครองดูแลโรงเรียนอัสสัมชัญแทน ซึ่งทางคณะเซนต์คาเบรียลก็ได้ตอบตกลง และได้ให้ 5 เจษฎาจารย์เดินทางมารับภารกิจนี้โดยมีท่าน ฟ.ฮีแลร์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมคณะด้วย

มูลบทบรรพกิจ เป็นหนังสือแบบเรียนภาษาไทยสมัยโบราณ ว่าด้วยวิธีใช้ตัวอักษรพยัญชนะเสียงสูงต่ำ การผัน การประสมอักษร และตัวสะกดการันต์ ซึ่งประพันธ์โดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ในปี พ.ศ. 2414

ด้วยความที่ท่าน ฟ.ฮีแลร์ ยังไม่คล่องภาษาอังกฤษ ซ้ำภาษาไทยก็ยังไม่ถนัด ท่านจึงดูเหมือนจะน่าหนักใจที่สุดในคณะ แต่ในวันที่ท่านก้าวเข้ามาในโรงเรียนอัสสัมชัญ ท่านได้ฟังเด็กไทยท่อง “มูลบทบรรพกิจ” ก็ถึงกับหลงใหลในจังหวะจะโคนและความไพเราะแห่งภาษาไทย จึงมุมานะตั้งใจเรียนภาษาไทย อีกทั้งยังได้ครูสอนเก่งๆ หลายท่าน ได้แก่ ท่านมหาทิม ครูวัน (พระยาวารสิริ) ท่านมหาศุข ศุภศิริ และครูฟุ้ง เจริณวิทย์ ยิ่งทำให้ท่านฟ. ฮีแลร์เรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างรวดเร็วเร็ว ไม่นานนักท่านก็สามารถพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว จนสามารถถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนภาษาไทยมา ผ่านการแต่งตำราเรียนภาษาไทยสำหรับเด็กนักเรียนให้ได้เรียนการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ตำราที่ว่านั่นก็คือ “หนังสือดรุณศึกษา” นั่นเอง

ทั้งนี้ท่านได้รับความกรุณาจากสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ทรงตรวจแก้ไขให้ และหนังสือดรุณศึกษา เล่มแรก ตอน กอ ขอ ก็ยังได้รับคัดเลือกให้จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) อีกด้วย

ท่านแต่งตำราเรียนหนังสือ “ดรุณศึกษา” จำนวน 5 เล่ม ภายใน 11 ปี โดยในปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นตำราเรียนสำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาอยู่ เพื่อสำหรับใช้สอนนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงป. 4 โดยหนังสือชุด ดรุณศึกษานี้ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ได้ใช้เป็นตำราเรียนภาษาไทยในโรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การบริหารของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลทุกแห่งในประเทศไทยจนกระทั่งทุกวันนี้

  ท่าน ฟ. ฮีแลร์ ได้ชื่อว่าเป็น ชาวต่างชาติคนแรกและคนเดียวที่ได้แต่งตำราเรียนภาษาไทยขั้นพื้นฐานสำหรับสอนนักเรียนไทยและปัจจุบันดรุณศึกษา ได้ถูกตีพิมพ์แล้วกว่า 60 ครั้ง ในระยะเวลา 105 ปีที่ผ่านมา (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2453)

ท่านฟ. ฮีแลร์ เป็นที่เคารพรักของศิษยานุศิษย์ ท่านคอยอบรมสั่งสอนให้เด็กนักเรียนตั้งใจเรียน กตัญญูต่อพ่อแม่ และด้วยความที่ท่านเป็นคนมีจิตวิทยาสูง อารมณ์ขัน และเข้าถึงความรู้สึกของวัยรุ่น จึงทำให้เด็กนักเรียนเคารพรักท่านมาก แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะของอาจารย์ผู้ปกครอง ท่านก็อบรมสั่งสอนเด็กเกเรด้วยหวายเส้นโตเช่นกัน

ในการสร้างตึกเรียน “กอลมเบต์” เพื่อขยายสถานศึกษานั้น ท่านก็เป็นผู้รับผิดชอบในการระดมทุนจากศิษย์เก่าและผู้มีจิตศรัทธา แม้ว่าจะหาได้ด้วยความยากลำบากก็ตาม

แต่ในช่วงหลังสงครามโลก ชีวิตการงานของท่านดูจะไม่เหมือนเดิม ด้วยความที่การดำเนินชีวิตดูเร่งรีบมากขึ้น เมืองไทยดูเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนักสำหรับท่าน มีคนโกงมากขึ้น คนไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่การงานก็มากขึ้น ท่านเริ่มรู้สึกเหนื่อยและเบื่อหน่าย จนกระทั่งตอนเห็นพิธีเปิดตึกสุวรรณสมโภช ที่มีทั้งผู้ใหญ่และเพื่อนเก่าได้เดินทางมาร่วมงานด้วย ท่านจึงรู้สึกว่า “คุ้มเหนื่อย”

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งรุนแรงถึงขนาดทำให้ท่านมองไม่เห็น แต่ท่านก็ยังคงมีอารมณ์แต่งกลอน และให้เด็กนักเรียนจดเก็บไว้ ต่อมาท่านเข้ารับการผ่าตัดเยื่อหุ้มตาจนกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ท่านใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ มองดูเด็กนักเรียนที่ท่านรักภายในโรงเรียนอัสสัมชัญ จนวาระสุดท้ายของท่าน ท่านจากไปตามคำวินิจฉัยของแพทย์ว่าด้วย เส้นโลหิตฝอยแตก ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2511 ด้วยวัย 87 ปี

 ตัวอย่างความเชี่ยวชาญของท่านในด้านภาษาไทย ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างการแปลสุภาษิตอังกฤษของ Frederick Langbridge มาเป็นคติสอนใจในภาษาไทย เช่น

Two men look out the same prison bars; one sees mud and the other stars.
สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

ทั้งนี้ยังมีผลงานประพันธ์อันทรงคุณค่าของท่านอีกมากมาย อาทิเช่น 

บราเดอร์ฮีแลร์ ที่เหล่านักเรียนต่างเรียกหรือท่าน ฟ. ฮีแลร์ ครูต่างชาติแห่งสยามประเทศ ท่านทิ้งคณูปการซึ่งเป็นประโยชน์ไว้แก่เยาวชนไทยมากมาย ท่านจะเป็นครูที่คุณงามความดีของท่านจะถูกบันทึกอยู่ในใจของศิษย์นานมิรู้ลืม

หากใครได้อ่านบทความนี้แล้ว ไม่ว่าจะศิษย์มีครูท่านใด ก็ขอให้รักและเคารพครูผู้สอนของท่าน ครูผู้ให้ความรู้แก่เยาวชนให้เป็นผู้ที่ซึ่งจะเติบโตไปเป็นทรัพยากรที่ดีของประเทศ ใกล้จะถึงวันครูแล้ว หากใครว่างก็หาเวลาไปเยี่ยมท่านบ้าง บางครั้งไม่ต้องเอาของขวัญหรือของกำนัลอะไรไปให้ท่าน แค่เพียงพวงมาลัยดอกมะลิหอมๆ ไปกราบที่ตักท่าน และบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเราให้ท่านได้ทราบ เพียงแค่นี้ก็เชื่อได้ว่าท่านก็มีความสุขแล้ว

ที่มาข้อมูล

th.wikipedia.org/wiki/ฟ._ฮีแลร์
www.assumption.ac.th
www.tuaytoon.com
th.wikipedia.org/wiki/โรงเรียนอัสสัมชัญ
th.wikipedia.org/wiki/มูลบทบรรพกิจ