Software as a Service พลิกโฉมการใช้ซอฟต์แวร์สู่ระบบสาธารญูปโภคพร้อมคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง

ภายใต้ความร่วมมือของเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand)
กับวิชาการดอทคอม


          ความยุงยากและค่าใช้จ่าย  ในการลงทุนวางระบบซอฟต์แวร์ในองค์กร  อาจทำให้หลายๆ บริษัทที่ต้องการก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทยุคใหม่ที่ใช้เครื่องมืออย่างไอ ที  เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน ต้องเลิกล้มความตั้งใจและกลับเข้าสู่วังวนของการทำงานด้วยระบบ  Manual แบบเก่า   ด้วยปัญหาหลากหลายที่บริษัทเองไม่มีความพร้อมในการตั้งรับกับการจัดการดูแล ระบบไอทีอย่างมืออาชีพ

          แต่ปัญหาดังกล่าวกำลังจะหมดไป  เมื่อแนวทางการใช้ระบบงานไอทีแบบใหม่ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปโฉมและวิธีการ จัดการระบบไอทีภายในองค์กรจากแนวทางเดิมที่องค์กรต้องเป็นผู้ลงทุนการพัฒนา ระบบซอฟต์แวร์   หรือใช้ซอฟต์แวร์ (Software  License) ที่อาศัยการลงทุนเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง   มาสู่รูปแบบใหม่ที่ใช้ระบบซอฟต์แวร์ในฐานะที่เป็นบริกสนอย่างหนึ่ง

         แนวความคิดของ  software as a Service หรือ  SaaS จึงเริ่มต้นขึ้น  ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ผู้ใช้ คือ องค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐบาลบริษัทต่างๆ หรือแม้แค่ผู้ใช้งานมั่วไป  สามารถเลือกใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ อันหลากหลายในฐานะที่เป็นบริการผ่านระบบเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตโดยที่ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อซอฟต์แวร์แพคเกจมาติดตั้งใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์

         เมื่อซอฟต์แวร์ถือเป็นบริการอย่างหนึ่ง  ผู้ใช้จึงสามารถเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์โดยจ่ายเพียงค่าใช้ ซอฟต์แวร์ในลักษณะที่เป็นไปตามการใช้งานจริง หรือ Pay-per-use ซึ่งวิธีการคิดค่าบริการ  อาจมีการคิดเป็นค่าบริการรายปีรายเดือน  หรือตามจำนวนผู้ใช้งาน  โดยผู้ให้บริการรายนั้นๆ จะทำการดูแลพัฒนา  ติดตั้ง  อัพเกรด จัดเก็บข้อมูล  รวมถึงการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้ใช้ทั้งนี้ผู้ใช้เพียงแต่ออนไลน์เข้าสู่ เครือข่าย  เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ผ่านเว็บบราวเซอร์ในทุกที่ ทุกเวลา

         ด้วยรูปแบบการให้บริการเช่นนี้  จึงได้มีการเปรียบเทียบการใช้งานซอฟต์แวร์ยุคใหม่ในลักษณะที่คล้ายกับเป็น ระบบสาธารณูปโภค (Utilities  Service) ที่เพียงแต่เปิดเครื่อง   ผู้ใช้สามารถใช้งานระบบต่างๆ ได้เหมือนกับระบบน้ำประปา หรือไฟฟ้า  ทำให้ระบบซอฟต์แวร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องยุงยากซับซ้อนสำหรับองค์กร

บริการนี้ได้เอื้อให้องค์กร เริ่มต้นการใช้ระบบซอฟต์แวร์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน  อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ทันที  ซึ่งนับได้ว่า  SaaS เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบงานซอฟต์แวร์ในยุคต่อไปนี้

        ในการบริการจัดการ  กลับกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีผู้ให้บริการ  คอยให้บริการจัดการระบบต่างๆ อย่างมืออาชีพ  ทำให้องค์กรสามารถลดภาวะด้านการจัดการบริหารระบบไอที รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบได้อีกด้วย

        การเข้ามาของแนวคิด SaaS จึงได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการขยายซอฟต์แวร์ และเบิดทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้   ทำให้องค์กรธุรกิจ   โดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางและเล็กที่มีงบการลงทุนไม่สูงมากนัก   มีโอกาสนำเครื่องมืออย่างไอทีเข้ามาใช้ในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานของ ธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

         ด้วยบริการด้านซอฟต์แวร์  องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ระบบเซิร์ฟเวอร์  ระบบรักษาความปลอดภัยและระบบข้อมูล  รวมทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ดูแลระบบ (System  Administrator) โดยผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแลและระบบการจัดการทั้งหมด   ทั้งนี้รวมถึงการซัพพอร์ต   และการอะพเกรดซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่  ที่ผู้ใช้จะได้รับบริการใหม่ๆ เสมอ   โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติ่ม และด้วยการคิดค่าบริการทั้งหมดในอัตราที่แน่นนอน  องค์กรสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ได้ชัดเจน   ทำให้การคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน  หรือ  Return  of  Investment (ROI) และการวางแผนการดำเนินงานขององค์กรทำได้ดียิ่งขึ้น

        แนวความคิดการใช้ซอฟต์แวร์ในรูปของบริการ  เริ่มต้นขึ้นมาเกือบทศวรรษ  ด้วยการให้บริการซอฟต์แวร์ในแบบที่เรียกว่า ASP (Application  Service  Provision) แต่ด้วยความเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างล้ำหน้าในยุคนั้น  รูปแบบ ASP จึงยังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก

        จนเมื่อการขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง   ที่สามารถเข้าถึงได้แม้แต่กับผู้ใช้ตามบ้านและการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บ (Web  Technology) โดยเฉพาะในยุคของ Web 2.0 ที่ทำให้การพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีความเชื่อมโยงและน่าสนใจมากขึ้น  อีกทั้งเทคโนโลยีใหม่ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานเว็บแอพพลิเคชั่นได้ดีเฉก เช่นเดียวกับการใช้บนงานเครื่องคอมพิวเตอร์   รูปแบบการใช้งานซอฟต์แวร์ในฐานะ software  as  a  Service จึงเริ่มเข้ามามีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

        การประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน  และความล่ายในการเริ่มต้นมีระบบไอทีในองค์กรนับว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับ SaaS โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย   ที่การลดค่าใช้จ่ายในองค์กรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้   ขณะที่ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานกลับมีมากขึ้น   รูปแบบ SaaS จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบและเครื่องมือใหม่  ที่เอต่อการพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ ด้วยการลงทุนที่ต่ำลง

        ไอดีซี บริษัทวิจัยชั้นนำของโลก  คาดการณ์ว่า  แม้ว่าใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกโดยรวมจะลดต่ำลงในปี 2552 แต่ค่าใช้จ่ายด้านแอพพลิเคชั่น  SaaS  กลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 12,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ   ทั้งนี้ เนื่องจากองค์กรต่างๆ เริ่มมองถึงข้อได้เปรียบในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ไอดีซีได้ย้ำว่า   การเติบโตของ SaaS  เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ที่ผลักดันให้ผู้ใช้  โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจเริ่มหันมามองบริการด้านซอฟต์แวร์มากยิ่งขึ้น

    แม้ SaaS ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับผ็ใช้จำนวนมากในลักษณะที่เป็น “Multitenant  Architecture” ซึ่งบริการซอฟต์แวร์นี้  จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้รองรับความต้องการของผ็ใช้แต่ละรายแบบเฉพาะเจาะจง ได้  แต่บริการดังกล่าว  ได้เอื้อให้องค์กรเริ่มต้นการใช้ระบบซอฟต์แวร์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วข้ามคืน  อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ทันท่วง ที  ซึ่งนับได้ว่า SaaS เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบงานซอฟต์แวร์ในยุคต่อไปนี้

         จากรายการวิจัยของ Gartner กับการใช้บริการซอฟต์แวร์ SaaS พบว่าองค์กรธรุกิจด้านเทคโนโลยีเป็นกลุ่มที่มีการใช้บริการดังกล่าวมากที่ สุด  ตามมาด้วยธุระกิจผู้ให้บริการด้านการเงิน (Financial  Service) และผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ทั้งนี้แอพพิเคชั่นหลักที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสามอันดับแรก  ได้แก่ ระบบ Customer  Relationship  Management (CRM) ระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human  Resource  Management) และระบบการจัดซื้อ (Procurement)

        ระบบงานอื่นๆ ที่ให้บริการในรูปแบบ SaaS ประกอบไปด้วย ระบบจัดการเอกสาร (Document Management) ระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply  Chain  Management) ระบบงานออฟฟิศ (office  Suite) ระบบ Collaboration ระบบ Web  Conferencing รวมถึงระบบงานที่พัฒนาขึ้นเพื่อธุรกิจเฉพาะ เช่น ระบบการวิเคราะห์และจัดสรรตู้คอนเทนเนอร์ (Container  Allocation  Analysis) สำหรับให้บริการขนส่งสินค้า และระบบ Help Desk  Management เป็นต้น 

ปัจจุบัน  Salesforce.com มีลูกค้าถึงเกือบ  52,000 บริษัททั่วโลกมีโปรแกรมเสริมมากกว่า 800 โปรแกรม  รองรับได้ถึง 16 ภาษา ระบบ CRM ได้ออกแบบมาเพอื่ใช้งานได้กับทีมขายหลายทีม  อีกทั้งยังสามารถใช้บริหารลูกค้าแยกตามกลุ่มและประเภทได้

        ด้วยแนวโน้มของการใช้ระบบซอฟต์แวร์แบบใหมา  ผู้ให้บริการจำนวนมากได้พัฒนาบริการ SaaS ขึ้นเพื่อสนองความต้องการขององค์ธุรกิจยุคใหม่ และ Salesforce.com คือหนึ่งในผู้ให้บรอการ  SaaS ขึ้นเพื่อเสนอความต้องการขององค์กรธุรกิจยุคใหม่ และ Salesforce.com คือหนึ่งในผู้ให้บริการ SaaS รายใหญ่ของโลกที่เข้ามาพลิกโฉมการให้บริการซอฟต์แวร์ด้วยระบบ on-demand CRM

         Saleaforce.com ได้เริ่มเปิดตัวบริการ SaaS มาตั้งแต่ปี 2548 ด้วยสโลแกน “Death  of  Software” หรือจุดจบของซอฟต์แวร์ที่ท้าทายระบบซอฟต์แวร์แบบเดิมที่มีกาติดตั้งบน เครื่องคอมพิวเตอร์ มาสู่การใช้งานง่ายๆ เพียงผ่านเว็บบราวเซอร์

         Saleasforce.com เชื่อว่า ระบบซอฟต์แวร์ยุคใหม่จะเป็นการเรียกใช้บริการผ่านเครือข่ายการเข้ามาท้าทาย การขายระบบซอฟต์แวร์แบบเดิมของ Salesforce.com ด้วยการคิดค่าบริการเริ่มต้นเพียงเดือนละ 9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหนึ่งผู้ใช้ ทำให้บริการ on-demand  CRM ของผู้ให้บริการรายนี้ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  และนี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการให้บริการซอฟต์แวร์ในรูปแบบ SaaS ในทศวรรษนี้

        ปัจจุบัน Salesforce.com มีลูกค้าถึงเกือบ 52,000 บริษัทโลก  มีโปรแกรมเสริมมากกว่า 800 โปรแกรม ที่สามารถรองรับได้ถึง 16 ภาษา ระบบ CRM ดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้งานได้รับทีมขายหลายทีม  โดยแต่ละทีมพนักงานขายหลายคน  รวมถึงสามารถใช้บริการลูกค้าแยกตามกลุ่มและประเภทได้ และด้วยความสามารถของซอฟต์แวร์ในระดับนี้  ทำให้บริการซอฟต์แวร์ระบบ on demand CRM เป็นทางเลือกขององค์กรธุรกิจในยุคปัจจุบัน

       นอกจาก Salesforce.com แล้ว ยังมีผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับโลกอีกหลายแห่ง อาทิ Netsuite ซึ่งให้บริการระบบ Enterprise  Resource  Planing (ERP) และ CRM บริษัท Zimbra ผู้ให้บริการกว่า 8 ล้านคนทั่วโลก บริษัท Zoho ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ออฟฟิศ (office  Suite Software) เช่น Word, Spreadsheets และ Presentation รวมถึง Google Yahoo และ Amazon ยักษ์ใหญ่แห่งวงการดอทคอมที่ได้เข้ามาสู่สังเวียนใหม่ในฐานะผู้ให้บริการ SaaS เช่นกัน

        อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากการใช้ SaaS ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ว่า   ผู้ให้บริการจะเป็นผู้จัดการระบบต่างๆ ทั้งหมด ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่ผู้ใช้จำ เป็นต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากความมั่นคงของระบบและความปลอดภัยของระบบจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ ขององค์กรนั้นๆ ฉะนั้นผู้ให้บริการ SaaS จึงจำเป็นต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ดี  มีเสถียรภาพ มีความปลอดภัย และที่สำคัญต้องมีการรับรองคุณภาพการให้บริการ (Service  Guarantee)

         โดยทั่วไปผู้ให้บริการจะมีการประกันคุณภาพให้บริการในระดับร้อยละ 99.5 ไปจนถึง 99.99 ซึ่งนับเป็นอัตราที่เกิด downtime น้อยที่สุด ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้องค์กรธุรกิจ  ในการใช้บริการงานเอพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านเครือข่ายอย่างมีเสถียรภาพ  และไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่จะกระทบกระเทือนต่อการทำงานประจำวันหรือผลประโยชน์ ทางธุรกิจ

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์จำนวนมากเริ่มนำแนวความคิด software-Plus-Service มาใช้และพัฒนาเป็นบริการทางเลือกใหม่ไมโครซอฟท์เองได้ร่วมมือกับคู่ค่า ซอฟต์แวร์ต่างๆ ในการผสมผสานบริการซอฟต์แวร์จากโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน...

Software-Plus-Service
อีกทางเลือกของบริการซอฟต์แวร์ยุคใหม่
         ขณะที่แนวความคิดของการใช้บริการซอฟต์แวร์ผ่านเครือข่ายแบบ “On  Demand” ของ SaaS ได้เข้ามาท้าทายการใช้ระบบซอหต์แวร์แบบเดิม ไมโครซอฟท์ ผู้นำตลาดซอฟต์แวร์แบบไลเซ่นส์และแพคเกจได้ออกมายอมรับว่า  รูปแบบบริการ On  Demand  นับว่าเป็นสิ่งที่ดี  และเป็นก้าวสำคัญสำหรับการใช้ซอฟต์แวร์ในอนาคต  แต่หลายครั้งที่ผู้ใช้จำนวนมากยังมีความต้องการใช้ความสามารถอย่างเต็มรูป แบบของซอฟต์แวร์มากกว่าแค่เพียงผ่านเว็บ  บราวเซอร์และนี่คือจุดเริ่มต้นของแนวความคิดในการสร้างระบบการใช้ซอฟต์แวร์ ใหม่ภายใต้รูปแบบ Software-Plus-Service 

           Software-Plus-Service   เป็นรูปแบบของการผสมผสานแนวคิดรูปแบบการใช้บริการซอฟต์แวร์แบบ SaaS เข้ากับรูปแบบการใช้ซอฟตืแวร์แพคเกจแบบเดิม  โดยมีผู้ใช้คงต้องการมีซอฟต์แวร์ติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์เช่นเดิม   เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์และความสามารถของซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ

        ขณะเดียวกันรูปแบบใหม่นี้  ได้ผนวกความเป็น On  Demand  Service ที่ผู้ใช้สามารถเรีกยใช้บริการต่างๆ เพิ่มเติมได้โดยผ่านเครือข่าย
        ด้วยการผสมผสานดังกล่าวนี้  ไมโครซอฟท์มองว่าจะช่วยขยายประสบการณืการใช้งานของซอฟตืแวร์ให้มีความยืน หยุ่นมากขึ้น  ผ่านการใช้งานในระบบ offline บนเครื่องคอมพิวเตอร์และเข้าสู่ระบบ Online ได้เมื่อต้องการเชื่อมต่อหรือส่งข้อมูลไปจัดเก็บและประมวลผลบนเครือข่าย  รูปแบบเช่นนี้เหมาะสมกับผู้ใช้จำนวนมากที่ยังไม่ได้อยู่ในสถานะพร้อมเข้าสู่ เครือข่ายความเร็วสูงได้ตลอดเวลาในลักษณะที่เป็น Always  On และองค์กรที่ยังคำนึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล  เนื่องจากเครื่องภายในองค์กร  ส่วนข้อมูลทั่วไปสามารถส่งไปจัดเก็บบนเครือข่ายต่อไปได้

       ปัจจุบันผู้ให้บริการซอฟตืแวร์จำนวนมากเริ่มนำแนวความคิด Software-Plus-Service มาปรับใช้และพัฒนาเป็นบริการทางเลือกใหม่ไมโครซอฟท์เองได้ร่วมมือกับคู่ค้า ซอฟต์แวร์ต่างๆ ในการผสมผสานบริการซอฟต์แวร์จากโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน   ขณะที่ Salesforce.com ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ SaaS ได้มีการพัฒนาระบบที่เอื้อให้ผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์อื่นๆ สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นเสริมติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์  เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานระบบจากเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานเชื่อมโยง กับระบบข้อมูลของ Salesforce.com ได้ ทั้งนี้ความพยามามดังกล่าว  นับว่าเป็นการผสมผสนาระหว่างบริการซอฟต์แวร์จากโลกสองโลกเข้าไว้เป็นหนึ่ง เดียว

          Software-Plus-Service  จึงเป็นอีกทางเลือกของรูปแบบใหม่ของการให้บริการซอฟต์แวร์ที่ไม่เพียงช่วย เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้ให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการระบบงานซอฟต์แวร์ภายใน องค์กรเท่านั้น  แต่ยังช่วยให้พัฒนาระบบสามารถพัฒนาระบบงานต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น  ด้วยการสร้างความสมดุลระหว่างโลกเว็บแอพพลิเคชั่นที่อาศัยข้อได้เปรียบของ อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงผู้คนได้หลากหลายในทุกที่ ทุกเวลา กับโลกของระบบซอฟต์แวร์แบบเดิม  ที่ผู้ใช้ยังสามารถใช้ประโชยน์ของระบบงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ต่างๆ ได้อย่างเต็มความสามารถ