การ์ทเนอร์เผย 8 เทคโนโลยีไร้สายแห่งอนาคต

ขอขอบคุณข้อมูล ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทสไทยและวิชาการดอทคอม
http://www.swpark.or.th/


การ์ทเนอร์เผย 8 เทคโนโลยีไร้สายแห่อนาคต

         1. เทคโนโลยีแรก บลูทูธ 3.0 มีจุดเด่นที่การใช้พลังงานต่ำ ที่เหมาะกับการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์ต่อพ่วงและเซ็นเซอร์ รวมถึงแอพลเคชั่นใหม่ๆอย่าง เฮลธ์ มอนิเตอร์ริ่ง โดยข้อกำหนดของบลูทูธเวอร์ชั่นใหม่นี้จะเผยแพร่ในปีนี้ และอุปกรณ์จะออกสู่ตลาดในปีหน้าเวอร์ชั่นใหม่ของบลูทูธนี้สนับสนุนเทคโนโลยีหลากหลายตั้งแต่บลูทูธแบบดั้งเดิม ไว-ไฟ และอัลตร้าไวด์แบนด์ (UWB) และอื่นๆตามมาอีกในอนาคต และคาดว่าไว-ไฟ จะทวีความสำคัญมากกว่าอัลตร้าไวด์แบนด์ เนื่องจากมีการใช้งานแพร่หลาย ไว-ไฟ จะทำให้มือถือระดับบนสามารถโอนถ่ายข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

         2.โมบาย ยูสเซอร์ อินเทอร์เฟซ (ยูไอ) มีผลกระทบสูงต่อความสมารถใช้ประโยชน์ของอุปกรณ์ซึ่งมีโอกาสแข่งขันสูงในช่วงปีนี้และปีหน้าเนื่องจากผู้ผลิตมือถือที่ใช้ยูไอมาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างให้กับตัวเครื่องและแพลทฟอร์ม
         การพัฒนาของยูไอจะช่วยสนับสนุนการสื่อสารของธุรกิจกับพนักงาน(B2E) และธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) ดังนั้นองค์กรต้องคาดการณ์ถึงความต้องการผู้ใช้งานอินเทอร์เฟซเรื่องของลักษณะของแอพลิเคชั่นและเพอร์ฟอร์แมนซ์ การใช้งานเข้าถึงเว็บบนมือถือที่มีขนาดเล็ก และการเป็นช่องทางที่สื่อสารไปยังลูกค้าและพนักงาน

         3.โลเกชั่น เซ็นซิ่ง เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้แอพลิเคชั่นมือถือเพิ่มพลังและใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และอนาคต โลเกชั่นจะเป็นคอมโพเน้นท์หลักของคอนเท็กซ์ช่วล แอพลิเคชั่น รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถของระบบ เช่น โมบาย พรีเซนซ์ และโมบายโซเชียลเน็ตเวิร์คกิ้ง
         อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดังกล่าวอาจสร้างความท้าทาย การละเมิดความเป็นส่วนตัวและระบบความปลอดภัย


         4. 802.11n เร่งระดับความเร็วข้อมูลไว-ไฟ ระหว่าง 200-300 เมกะบิทต่อวินาที และเทคโนโลยีอินพุทและเอาท์พุทที่รองรับ 802.11n ซึ่งการ์เนอร์มองว่าเทคโนโลยีน่าจะเป็นมาตรฐานที่อยู่ได้นาน เพื่อช่วยกำหนดความชัดเจนประสิทธิภาพของไวไฟที่ชักเจน เช่น ไฮสปีด ไวไฟ ที่ต้องการให้สตรีมมีเดียระหว่างบ้านกับสำนักงาน ช่วยสร้างสำนักงานไร้สาย หรืออาจใช้เป็นทางเลือกในสำนักงานใหม่หรือทดแทน
         อย่างไรก็ตาม จะเป็นเทคโนโลยีไวไฟแรก ที่มีความเร็วสูงถึง 100 เมกะบิทต่อวินาทีที่โดยมากจะใช้การเชื่อมต่อแบบมีสายไปยังออฟฟิศ 802.11a/b/g ภายในปี 2552-2553



         5. เทคโนโลยีดิสเพลย์ การ์ทเนอร์มองว่าช่วง 2 ปีจากนี้ มีเทคโนโลยีดิสเพลย์ที่หลากหลายที่จะกระทบต่อตลาด ที่รวมถึงแอคทีฟ พิกเซล ดิสเพลย์ พาสสีฟ  และพิโค โพรเจ็คเตอร์
         พิโค โพรเจ็คเตอร์ จะทำให้มือถือใช้งานได้หลายกรณี เช่น การนำพรีเซนเตชั่น ฉายภาพไปยังคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพื่อแสดงผลข้อมูลในการประชุมอย่างสั้นๆ แบตัวต่อตัว ขณะที่พาสทีฟ ดิสเพลย์ในอุปกรณืเช่น อี-บุ๊ค รีดเอร์ ทำให้การใช้เทคโนโลยีดิสเพลย์จะเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างที่สำคัญและเป็นเงื่อนไขที่ผู้ใช้มือถือจะเลือกตัดสินใจซื้อ


         6. โมบายเวบและวิดเจ็ท โดยโมบายเวบ เป็นช่องทางที่จะเสนอบริการโมบายแอพลิเคชั่นอย่างง่ายๆไปยังอุปกรณืที่หลากหลาย แต่าก็ยังมีข้อจำกัด ที่ยังขาดมาตรฐานกลางสำหรับบราวเซอร์ที่จะเข้าถึงบริการมือถือ เช่น กล้อง หรือจีพี่เอส
         ขณะที่วิดเจ็ท ที่เป็นโมบายเว็บแอพเพล็ทขนาดเล็ก จะได้รับการสนับสนุนจากบราวเซอร์มือถือหลากหลายค่าย ทำให้ใช้ฟังก์ชั่นฟิดอย่างง่ายๆ ไปยังมือถือและหน้าจอขนาดเล็ก
         ทั้งที่การ์เนอร์มองว่า โมบายเวบจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์มือถือของภาคธุรกิจไปสู่ผู้บริโภค(บีทูซี)

         7. เซลลูลาร์ บรอดแบนด์ หรือไวร์เลส บรอดแบนด์ ที่เริ่มแพร่หลายในปีที่ผ่านมา จากความพร้อมของเทคโนโลยี เช่น High-speed downlink packet access (HSPA) และ High-speed uplink packet access บวกกับราคาที่ดึงดูดใจจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในหลายภูมิภาค เอชเอสพี เข้าไปทดแทนการเชื่อมต่อแบบไวไฟ ฮอทสปอต และความแพร่หลายของชิพเซ็ท ทำให้องค์กรสามารถจัดหาแลปท้อปที่บิลท์อินโมดูลของเเซลลูลาร์ได้


         8. สุดท้าย เทคโนโลยี Near Field Communication (เอ็นเอฟซี) เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้มือถือสามรถสื่อสารอย่างง่ายและปลอดภัยในระยะ 1-2 เซนติเมตร ซึ่งเริ่มจะนำมาใช้เป็นมาตรฐานในแอพลิเคชั่น อย่างโมบาย เปย์เม้นท์ ที่ได้มีการทดลองนำร่องไปและหลายประเทศ และได้มีการนำแอพลิเคชั่นอื่นๆ เช่น สัมผัสเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูล อาทิ การส่งภาพจากมือถือไปยังกรอบรูปดิจิตอลหรือใช้มือถือรับคูปองส่วนลดดิจิทัล และคาดว่าเอ็นเอฟซี จะเริ่มเผยแพร่หลายในตลาดประเทศที่กำลังเติบโต หรืออีเมนร์ จิ้งมาร์เก็ตในปี 2553