|
Republic of Portugal
ประวัติศาสตร์ โปรตุเกสเป็นประเทศที่เก่าแก่มากชาติหนึ่งในยุโรป เดิมดินแดนส่วนนี้มีชื่อว่า Lusitania ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของคาบสมุทรไอบีเรีย โดยมีชนชาติต่างๆ อาทิ ไอบีเรีย โรมัน กรีซ มุสลิม และยิว ผลัดเปลี่ยนเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนส่วนนี้มาช้านาน ก่อนที่โปรตุเกสจะประกาศเป็นประเทศเอกราชในปี 1671 (ค.ศ. 1128) ภายใต้การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมี Afonso Henriques เป็นกษัตริย์องค์แรกของโปรตุเกส ในช่วงทศวรรษที่ 15 นับเป็นช่วงปีทองของโปรตุเกส ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากทั้งทางด้านการทหาร การค้าขาย การเดินเรือ และการขยายอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินเรือ โปรตุเกสประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากความได้เปรียบทางด้านที่ตั้ง ภูมิศาสตร์ และเทคโนโลยี ความก้าวหน้าและความชำนาญในการเดินเรือ ทำให้โปรตุเกสค้นพบเส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ผู้มีชื่อเสียงทางด้านการเดินเรือและเป็นที่รู้จักอย่างดี คือ เจ้าชาย Henry the Navigator ผู้ค้นพบทวีปแอฟริกา และนาย Vasco da Gama ซึ่งเป็นผู้ค้นพบเส้นทางเดินเรือไปยังประเทศอินเดีย จากความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการเดินเรือ จึงส่งผลให้โปรตุเกสเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ชาติหนึ่งและมีอาณานิคมมากมายในแอฟริกา ได้แก่ แองโกล่า โมซัมบิก กีนีบิสเซา เซาโตเม ปรินซิเป และเคปเวิร์ด ในละตินอเมริกา ได้แก่ บราซิล และในเอเชีย (โปรตุเกสเป็นยุโรปชาติแรกที่เข้ามาบุกเบิกเอเชีย) ประกอบด้วย เมืองกัวในอินเดีย ลังกา มะละกา มาเก๊า และหลายเมืองในอินโดนีเซีย ในช่วงทศวรรษที่ 16 การปกครองของโปรตุเกสภายใต้ระบอบกษัตริย์เริ่มอ่อนแอลง ส่งผลให้สเปนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามารุกรานและผนวกโปรตุเกสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสเปนในปี 2123 (ค.ศ. 1580) ต่อมาในปี 2183 (ค.ศ. 1640) กลุ่มขุนนางโปรตุเกสได้รวมตัวกันกู้เอกราชกลับคืนมาจากสเปน โดยมีฝรั่งเศสให้การสนับสนุนและสถาปนาการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้นมาอีกครั้ง ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ Joao IV ของราชวงศ์ Braganza จนปี 2453 (ค.ศ. 1910) จึงได้มีการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์และจัดตั้งการปกครองแบบสาธารณรัฐ การเมืองโปรตุเกสได้ดำเนินอย่างไร้เสถียรภาพนับตั้งแต่นั้นมา เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งจากฝ่ายทหารและพลเรือนมาโดยตลอด โดยรัฐบาลแต่ละชุดมักอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน จนในปี 2469 (ค.ศ. 1926) Dr. Antonio de Oliveira Salazar เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้จัดตั้งการปกครองแบบเผด็จการฝ่ายขวาที่มีระบบรัฐสภาแต่สมาชิกล้วนเป็นฝ่ายรัฐบาล โดยได้รับอิทธิพลจากระบอบฟาสซิสต์ของอิตาลี ทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โปรตุเกสเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 2498 (ค.ศ. 1955) โดยที่โปรตุเกสมีนโยบายไม่ยอมปลดปล่อยอาณานิคมที่มีอยู่จำนวนมาก ทุกทวีปอาณานิคมของโปรตุเกสจึงเริ่มทำสงครามกู้ชาติเพื่อปลดปล่อยตนเองตั้งแต่ปี 2504 (ค.ศ. 1961) เป็นต้นมา รัฐบาลโปรตุเกสได้ทุ่มเททรัพยากรในการทำสงครามกับดินแดนอาณานิคมเหล่านั้นเป็นเวลายาวนาน เศรษฐกิจของโปรตุเกสจึงเสื่อมโทรมลงจนมีฐานะเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติล้มล้างระบบเผด็จการในโปรตุเกสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2517 (ค.ศ. 1974) ส่งผลให้การเมืองภายในระส่ำระสาย อาณานิคมในแอฟริกาจึงถือโอกาสเรียกร้องและได้รับเอกราชไปในที่สุด ยกเว้นติมอร์ตะวันออกที่อินโดนีเซียเข้าไปยึดครองตั้งแต่เดือนธันวาคม 2518 (ค.ศ. 1975) ในปี 2519 (ค.ศ. 1976) รัฐบาลโปรตุเกสได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีแนวทางประชาธิปไตยมากขึ้น และได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งแรก ซึ่งปรากฏว่า พรรคสังคมนิยม (PS) ได้ที่นั่งในสภามากที่สุดและได้จัดตั้งรัฐบาลแบบเสียงข้างน้อย โปรตุเกสมีรัฐบาลพรรคสังคมนิยมมาจนถึงปี 2528 (ค.ศ. 1985) ซึ่งพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (PSD) ได้รับเลือกเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรกและคงอำนาจการปกครองยาวนานนับ 10 ปีที่ผ่านมา ระบบการเมืองโปรตุเกสขาดเสถียรภาพจากปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลโปรตุเกสชุดหลังๆ จึงเล็งเห็นประโยชน์จากการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป (EEC) ว่า จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้ จึงพยายามอย่างจริงจังเพื่อให้สามารถเข้าร่วม EEC ที่สมัครไว้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2520 (ค.ศ. 1977) โดยดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดเป็นเวลา 18 เดือน ควบคุมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ส่งเสริมการลงทุนโดยกระตุ้นให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น และควบคุมเงินเฟ้อ จนสามารถปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอและเข้าร่วม EEC ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2529 (ค.ศ. 1986) การที่โปรตุเกสเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้สำเร็จ แต่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจด้อยกว่าประเทศสมาชิกอื่นๆ เมื่อเทียบกับในอดีตที่โปรตุเกสเคยเป็นประเทศมหาอำนาจทางทะเลและมีอาณานิคมอยู่มากมาย เหตุดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้โปรตุเกสริเริ่มที่จะก่อตั้งประชาคมประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (Community of Portuguese Speaking Countries-CPLP) ขึ้นในปี 2537 (ค.ศ. 1994) ซึ่งประเทศใน CPLP ประกอบด้วยประเทศอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ (โปรตุเกส บราชิล อังโกลา โมชัมบิก กินี-บิสเชา เคปเวิร์ด เชาโตเม และปรินชิเป) และติมอร์ตะวันออก โดยโปรตุเกสได้ใช้ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านภาษา เป็นจุดเชื่อมโยงในการขยายช่องทางการค้าและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นฐานเสียงในการสนับสนุนด้านการเมืองซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ ข้อมูลทั่วไป ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรียทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ทิศตะวันตกและทิศใต้จรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดสเปน ดินแดนของโปรตุเกสยังรวมถึงหมู่เกาะ 2 แห่งในมหาสมุทรแอตแลนติก ได้แก่ หมู่เกาะ Azores และ Madeira พื้นที่ 92,391 ตารางกิโลเมตร แผนที่ ประชากร 10.2 ล้านคน (ค.ศ. 2002) ภาษา โปรตุกีส (Portuguese) ศาสนา คริสต์ นิกายโรมันคาธอลิก 97% โปรแตสแตนท์ 1% และอื่นๆ 2% เมืองหลวง กรุงลิสบอน (Lisbon) สกุลเงิน ยูโร (EURO) วันชาติ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1580 รูปแบบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบรัฐสภา(Parliamentary Republic) อำนาจนิติบัญญัติ รัฐสภาเป็นแบบสภาเดียวชื่อ The Assembly of the Republic หรือ Assembleia da Republica มีสมาชิก 230 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละไม่เกิน 4 ปี เป็นการเลือกตั้งระบบพรรค ให้มีการเลือกตั้งนอกประเทศและการออกเสียงทางไปรษณีย์ การท่องเที่ยว โปรตุเกสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจของชาวยุโรปเหนือ เนื่องจากโปรตุเกสเป็นประเทศที่สวยงาม มีอากาศอบอุ่น ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ทางภาคใต้ของโปรตุเกสมีอากาศอบอุ่นตลอดปี อีกทั้งการเดินทางสะดวกทั้งทางเครื่องบิน รถยนต์ และรถไฟ ความร่วมมือทางวิชาการ ปัจจุบันมีความร่วมมือทางวิชาการระหว่างทบวงมหาวิทยาลัยของไทยกับโปรตุเกส ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ คือ 1) มหาวิทยาลัย Porto (Universidade do Porto) มีข้อตกลงกับ 3 มหาวิทยาลัย คือ :- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ลงนาม 17 เมษายน ค.ศ. 1998 มีผลบังคับใช้ 5 ปี) มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้บริหารระดับสูงและอาจารย์ และไทยส่งนักศึกษาไปศึกษาที่โปรตุเกส ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ความสำคัญกับการวิจัยเกี่ยวกับต้นมะกอกและการผลิตน้ำมันมะกอก :- มหาวิทยาลัยบูรพา (ลงนาม 9 มิถุนายน ค.ศ. 1997 มีผลบังคับใช้ 5 ปี) มีการแลกเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง อาจารย์และนักศึกษา และมหาวิทยาลัย Porto เคยส่งคณะนักร้องประสานเสียง 50 คน มาร่วมพิธีเฉลิมฉลองในวโรกาสครบ 72 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ลงนาม 17 มิถุนายน ค.ศ. 1997 มีผลบังคับใช้ 5 ปี) ยังไม่มีการดำเนินกิจกรรมใดๆ นอกจากการและเปลี่ยนการเยือนระหว่างบุคลากรของมหาวิทยาลัยหลังลงนาม 2) มหาวิทยาลัย Portuguese Catholic University (Universidade Catolica Portuguese) มีข้อตกลงฯ กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ลงนามเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 มีผลบังคับใช้ 5 ปี ฝ่ายไทยได้เสนอขอรับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า 4) มหาวิทยาลัยโคอิมบรา (Universidade de Coimbra)มีข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงนาม 31 มกราคม ค.ศ.2000 ไม่ระบุวันหมดอายุ ทั้งนี้ เคยมีการจัดสัมมนา ร่วมกันระหว่างสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทยกับคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทยส่ง อาจารย์มาสอนภาษาโปรตุเกสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีข้อตกลงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ไทยและโปรตุเกสได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ.1989 เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดยุโรปอื่นๆ ตลาดนักท่องเที่ยวโปรตุเกสยังคงจัดว่ามีขนาดเล็ก ทั้งที่ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโปรตุเกสมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ชาวโปรตุเกสมีความเป็นอยู่ที่ดี มีกำลังซื้อและใช้สอยเพิ่มขึ้น และเริ่มสนใจการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น (นักท่องเที่ยวโปรตุเกสส่วนใหญ่จะชอบเที่ยวเป็นกลุ่มและเลือกที่หมายที่สามารถสื่อสารเข้าใจ นอกจากนั้น ยังชอบเที่ยวธรรมชาติ ป่าเขา ชายทะเล เล่นกีฬากลางแจ้ง และเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์) แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโปรตุเกสที่เดินทางมาท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (ยกเว้นมาเก๊า) ยังมีน้อยมากสำหรับไทยนั้น สำหรับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดนักท่องเที่ยวโปรตุเกสในไทย มีการขยายตัวพอสมควร ปัจจุบันมีบริษัททัวร์ในโปรตุเกสประมาณ 20 แห่งที่ได้บรรจุประเทศไทยในโปรแกรมการท่องเที่ยวแล้ว ชาวโปรตุเกสโดยทั่วไปมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย และได้เดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้น จากจำนวนพันเป็นจำนวนหมื่น ซึ่งนับว่าไม่น้อยเมื่อเทียบกับประชากรที่มีเพียง 10.6 ล้านคนและอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยมาก แต่ในปี 2543 (ค.ศ. 2000) จำนวนนักท่องเที่ยวจากโปรตุเกสได้ลดจำนวนลงถึงร้อยละ 36 โดยมีจำนวนเพียง 7,150 คน ซึ่งอาจเนื่องมาจาก ค่าครองชีพของโปรตุเกสเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้มีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวชะลอตัวลง ชาวโปรตุเกสจึงเลือกเดินทางไปยังประเทศยุโรปที่ใกล้เคียงมากกว่าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ชาวโปรตุเกสจำนวนมากได้เคยเดินทางมาประเทศไทยแล้ว จึงอาจขาดแรงจูงใจที่จะเดินทางมาเยือนอีก ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อการขยายตัวของตลาดนักท่องเที่ยวโปรตุเกสในไทยยังรวมถึง - ปัญหาการเข้าถึง (accessibility) ในช่วงปลายปี ค.ศ.1998 หลังจากสายการบิน TAP ซึ่งเป็นสายการบินเดียวที่ให้บริการตรงในเส้นทางลิสบอน-กรุงเทพฯ-มาเก๊า ถูกยกเลิก ทำให้ขาดความสะดวกในการเดินทาง โดยต้องไปอาศัยสายการบินอื่นๆ ในยุโรปซึ่งต้อง stop-over ที่ยุโรปก่อน ระยะเวลาในการเดินทางและค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นจึงมีผลต่อ package การท่องเที่ยวไปยังประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่ม long haul ด้วยกัน เช่นแคริบเบียนหรืออเมริกา - ความรู้จักประเทศไทยทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและในธุรกิจท่องเที่ยวยังมีค่อนข้างต่ำ Travel agency ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย package การท่องเที่ยวให้กับ tour operators ต่างๆ ยังขาดความรู้เกี่ยวกับสินค้าท่องเที่ยวในไทย โอกาสที่บริษัทดังกล่าวจะชักชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปประเทศไทยจึงค่อนข้างน้อย - ความสัมพันธ์ทางด้านอื่นๆ เช่น การค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ ยังมีไม่สูงนัก ที่มา : กระทรวงต่างประเทศ
|