|
India ภูมิศาสตร์ หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอนุทวีปอินเดีย มีประชากรมากเป็นอันดับที่สองของโลก และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน มีภาษาพูดแปดร้อยภาษาโดยประมาณ ด้านเศรษฐกิจ อินเดียมีอำนาจการซื้อมากเป็นอันดับที่สี่ของโลก ทั้งนี้ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดพม่า ทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้จรดมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันออกติดบังกลาเทศ และมีพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าไทยประมาณหกเท่า ลักษณะภูมิอากาศ อินเดียมีภูมิอากาศตั้งแต่ร้อนจัดถึงหนาวจัด และยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมซึ่งพัดเข้ามาใน 2 ฤดู คือมรสุม ฤดูร้อน และมรสุมฤดูหนาว ลมมรสุมนี้เองที่พัดพาเอาฝนมาสู่ประเทศอินเดีย พร้อมๆกับนำความแห้งแล้งมาด้วยซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติ บางปีฝนแล้งมาก แต่บางปีฝนตกชุก ภาษา อินเดียมีประชากรกว่า 1,000 ล้านคน ประชากรเหล่านี้มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม มีภาษาหลักใช้พูดถึง 16 ภาษา เช่น ภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษ ภาษาเบงกาลี ภาษาอูรดู ฯลฯ และมีภาษาถิ่นมากกว่า 100 ภาษา ภาษาฮินดี ถือว่าเป็นภาษาประจำชาติ เพราะคนอินเดียกว่าร้อยละ 30 ใช้ภาษานี้ คนอินเดียที่อาศัยอยู่รัฐทางตอนเหนือและรัฐทางตอนใต้นอกจากจะใช้ภาษาที่แตกต่างกันแล้ว การแต่งกาย การรับประทานอาหารก็แตกต่างกันออกไปด้วยภาษา ภาษาฮินดีเป็นภาษาราชการ โดยมีภาษาอังกฤษเป็นภาษารอง อีกทั้งรัฐธรรมนูญอินเดียยังรับรองภาษาท้องถิ่น อีก 16 ภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง อาทิ เตลูกู เบงกาลี มาราธี ทมิฬ อูรดู กุจราดี และปัญจาบี ศาสนา นับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 81.3 มุสลิมร้อยละ 12 คริสต์ ร้อยละ 2.3 ซิกข์ร้อยละ 1.9 อื่น ๆ (พุทธ เชน และนาซิ)ร้อยละ 2.5 เมืองหลวง กรุงนิวเดลี (New Delhi)
อัตราเงิน สกุลเงิน รูปี อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 46 รูปี
แผนที่ เอกสารที่ต้องยื่น Visa เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในขณะยื่นคำขอวีซ่า คำขอวีซ่าควรประกอบไปด้วยเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้
1. แบบคำขอวีซ่าที่ได้กรอกข้อความและลงลายมือชื่อเรียบร้อย 2. คำขอวีซ่าที่ถูกต้องพร้อม ค่าธรรมเนียมวีซ่า 3. หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุซึ่งมีหน้าว่างที่เพียงพอทั้งสองด้าน 4. สำเนาภาพถ่ายเอกสารหนังสือเดินทาง 5. สำเนาภาพถ่ายเอกสารหน้าที่มีข้อมูลของหนังสือเดินทาง (หน้าหนังสือเดินทางที่มีภาพถ่ายผู้ถือหนังสือเดินทาง/หน้าที่มีการต่ออายุหนังสือเดินทาง/หน้าที่มีการประทับตราวีซ่าต่างๆ (ถ้ามี)) 6. หนังสือเดินทางฉบับเดิม (ถ้ามี) 7. เอกสารประกอบต่างๆ 8. ค่าบริการของวีเอฟเอสจำนวน 482 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ต่อหนังสือเดินทางหนึ่งเล่ม 9. สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป (บิดา มารดา และบุตรหนึ่งคน) ค่าบริการของวีเอฟเอสจะเท่ากับ 362 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ต่อหนังสือเดินทางหนึ่งเล่ม 10. ขนาดและจำนวนภาพถ่าย: ภาพถ่ายของผู้ถือหนังสือเดินทางล่าสุดสองภาพ (ขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว) ระบบการศึกษา ประเทศอินเดีย 1. ระดับอนุบาล (Kindergarten) เป็นการศึกษาในระดับที่เด็กอายุระหว่าง 3-5 ซึ่งไม่ใช่ภาคบังคับ แต่เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา
2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education) เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลอินเดีย กำหนดไว้สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี อายุเฉลี่ยของเด็กที่เรียนในชั้นนี้ระหว่าง 6- 10 ปีหรือ 6-11 ปี หลักสูตร 5- 6ปี (grade 1-6) 3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education) แบ่ง เป็น 2 ระดับ คือ - ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (High School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 11-14 ปี หรือ 11-15 ปี กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้4 - 5ปี (grade6-10) หรือ (grade7-10) เมื่อนักเรียนสอบผ่านจะได้รับ Secondary School Certificate - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Higher School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 16-17 ปี กำหนด ระยะเวลาศึกษาไว้ 2 ปี (grade11-12) เมื่อนักเรียนสอบผ่านระดับนี้จะได้รับ Higher Secondary Education Certificate หรือ Senior School Certificate รวมระยะเวลาศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นระยะเวลา 10-12 ปีหรือ 12 ปี (grade12) เมื่อนักเรียนจบ grade12 แล้วหากประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องสอบผ่าน Public Exam ซึ่งดำเนินการโดยBoard Education ของรัฐแต่ละรัฐ สำหรับนักเรียนไทยที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) จากประเทศไทยเทียบได้เป็น grade12 และในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของอินเดียนั้นไม่ต้องสอบ Public Exam ทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณารับเข้าเรียนโดยดูคะแนนเฉลี่ยตลอด หลักสูตรของนัก เรียนจาก Transcript เท่านั้น 
4. ระดับอาชีวศึกษา (Vocational Education) การศึกษาในระดับนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ที่มีความถนัด ทางช่างฝีมือ หรือวิชาชีพเฉพาะทาง ซึ่งไม่ประสงค์หรือไม่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาที่เปิดสอน ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างวิทยุ ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่องยนต์ การบัญชี เลขานุการ ฯลฯ ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลและเอกชน หลักสูตรระยะสั้น6-12 เดือน หลักสูตรระยะยาว2 - 4 ปี ผู้ที่จบ grade10 มีสิทธิ์เข้าศึกษาได้ แต่โรงเรียนเหล่านี้จะใช้ภาษาท้องถิ่น คือ ภาษาฮินดี(Hindi) ในการเรียนการสอบ ดังนั้นนักเรียนไทยจึงไม่นิยมไปศึกษา ในระดับนี้ 5. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education) มหาวิทยาลัยในอินเดียเป็นของรัฐทั้งสิ้น แต่ละมหาวิทยาลัยประกอบด้วย College มากมาย College บางแห่งเป็นของเอกชนซึ่งอยู่ใน ความควบคุมทั้งด้านหลักสูตรการศึกษาและการสอบไล่ของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ เมื่อสิ้นปีการศึกษา มหาวิทยาลัยก็จะจัดสอบและมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สอบได้ การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีดังนี้ คือ ระดับปริญญาตรี (Bachelor’s Degree) หลักสูตร ปริญญาตรี โดยทั่วไปกำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ 3 ปี ซึ่งได้แก่ ปริญญา ตรีทางศิลปะศาสตร์ (B.A.) วิทยาศาสตร์ (B.Sc.) พาณิชยศาสตร์ (B.Com) เภสัชศาสตร์ (B.Pharm บางแห่ง 4 ปี ) แต่ยังมีหลักสูตรปริญญาตรีที่กำหนดจำนวนปีการศึกษาแตกต่างจากนี้ คือ ปริญญาตรี 4 ปี ได้แก่ สาขาวิชาทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (บางมหาวิทยาลัย) ปริญญา 5 ปี ได้แก่ สัตวศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมศาสตร์ หลักสูตรปริญญาตรีบางหลักสูตร ต้องสำเร็จปริญญาบางสาขามาก่อน แล้วมาต่อหลักสูตรเหล่านี้อีก 3 ปี ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตร์ (LL.B.) และสำหรับการศึกษา (B.Ed) และพลศึกษา (B.P.Ed) เรียนต่ออีก 1 ปี ระดับปริญญาโท (MASTER Degree) หลักสูตรปริญญาโทประมาณ 2 ปีต่อจากปริญญาตรี ยกเว้นสาขาวิชาการศึกษาและพลศึกษา ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ 1 ปีต่อจากระดับปริญญาตรี ระดับ MASTER OF PHILOSOPHY (M.PHIL) ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับก่อนปริญญาเอก กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ 1 ปี เป็นการ ศึกษาทั้ง Course Workและเขียน Thesis ด้วย มหาวิทยาลัยบางแห่งได้กำหนดให้นักศึกษาต้องเรียน M.Phil ก่อนเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก ระดับปริญญาเอก หลักสูตรนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี สำหรับการเรียนการสอนนั้น สถานศึกษาบางแห่งกำหนดให้เรียน Course Work และเขียนThesis แต่บางแห่งให้ทำ Research ตามหัวข้อที่อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติเท่านั้น ภาค การศึกษาของโรงเรียน ภาคแรก ประมาณ เดือนเมษายน - เดือนกรกฎาคม ภาคสอง ประมาณ เดือนสิงหาคม - เดือนตุลาคม ภาคสาม ประมาณเดือนตุลาคม - เดือนธันวาคม ภาค การศึกษาของมหาวิทยาลัย ภาคแรก ประมาณ เดือนกรกฎาคม - เดือนธันวาคม ภาคสอง ประมาณ เดือนมกราคม - เดือนพฤษภาคม ข้อมูลระะบบการศึกษา ที่มา : www.gotobangalore.com (นักเรียนเก่าเมืองบังกาลอร์) ระบบอินเตอร์ของกระทรวงศึกษาธิการอินเดีย โดยในประเทศอินเดียจะมีระบบการเรียนแบบอังกฤษ ซึ่งในระดับประถม – มัธยมจะแบ่งเป็น 2 ระบบคือ โรงเรียนระบบ CBSE และ ICSE โดยทั้งสองระบบนี้จะใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเท่านั้น และมีภาษาที่สองให้เลือกคือ เยอรมัน,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่นซึ่งความแตกต่างของ 2 ระบบ คือหนังสือเรียนจะไม่เหมือนกัน แต่เนื้อหาจะไปในทางเดียวกัน เนื่องจากทั้ง 2 ระบบ ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียเหมือนกัน แต่ที่แบ่งเป็น 2 ระบบเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่และมีประชากรมาก หากมีหน่วยงานที่ดูแลเพียงหน่วยงานเดียวจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง และประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศที่หลากหลายดังนั้นการปิดและเปิดเทอมของแต่ละโรงเรียนก็ไม่ตรงกันโดยในอดีตโรงเรียนจะขึ้นกับระบบ CBSE เป็นส่วนใหญ่และจะสอบปลายภาคตอนเดือนมีนาคม ต่อมีโรงเรียนที่เปิดขึ้นบนภูเขาและไปสอบปลายภาคในเดือนพฤจิกายนเพราะในเดือน ธันวาคม - กุมพาพันธุ์ หิมะตกจนไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้ทางรัฐบาลอินเดียจึงได้ตั้งระบบ ICSE ขึ้นมาเพื่อให้โรงเรียนที่สอบปลายเดือนพฤจิกายนมาจดทะเบียนขึ้นกับระบบนี้ แต่ปัจจุบันระบบที่มีโรงเรียนจดทะเบียนใช้มาที่สุดคือ CBSE โดยทั้ง 2 ระบบนี้ เมื่อเด็กเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ ป.1-6 จนจบก็จะได้รับอนุญาติให้เรียนต่อ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Secondary School) คือมัธยมศึกษาปีที่ ม.1-4 หรือที่อินเดียเรียก Class 7 – Class 10 และในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) เด็กจะต้องทำคะแนนให้ดีและเมื่อขึ้นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม.5-6 (class 11- class 12) เด็กจะต้องนำผลการสอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาวัดผลเมื่อเลือกสายวิชาที่จะเรียน หากได้คะแนน 65% - 80% ขึ้นไปจะเลือกได้ทั้งสายวิทยาศาสตร์ ,วิทย์-คณิต และสายศิลป์ หากได้คะแนน 40-64 % สามารถเลือกสายศิลป์ได้ หากเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) จากประเทศไทยและต้องการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 (Class 11) ทางโรงเรียนจะดูผลการศึกษาจากมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) และพิจารณาว่าเด็กจะสามารถเข้าศึกษาต่อในสายวิชาใดได้บ้าง โรงเรียนที่ขึ้นกับกองกรรมมาธิการศึกษาอินเดียทั้ง 2 ระบบนั้นได้รับการรับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการไทยทุกโรงเรียนเมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 (Class 12) จากอินเดียแล้วสามารถนำใบสุทธิ(Transcript)ไปขอเทียบวิทยฐานะได้ที่กรมวิชาการในกระทรวงศึกษาธิการ ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ของประเทศไทยให้เลยและสามารถนำไปเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยทุกแห่งในประเทศไทยได้เลย และหากต้องการไปศึกษาต่อในประเทศอื่นเช่น อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย ฯลฯ ก็สามารถนำไปเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีได้เลย หรือหากต้องการศึกษาในประเทศอินเดียก็สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้เช่นกัน และในระดับปริญญาตรี, ปริญญาโท และปริญญาเอกนั้นประเทศอินเดียมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีมาตราฐานระดับโลกมากมาย โดยแต่ละรัฐจะมีมหาวิทยาลัยประจำรัฐอยู่ทุกรัฐและจะมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ ที่ขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยประจำรัฐอีกมากมาย และมหาวิทยาลัยประจำรัฐเหล่านี้ก็จะขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัยของอินเดียอีกที ระดับปริญญาตรีใช้เวลาศึกษา 3 ปี - 5 ปี แล้วแต่คณะที่เรียน และระดับปริญญาโทใช้เวลาศึกษา 2 ปี มหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยของรัฐมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมากพอๆกัน และมหาวิทยาลัยจะมีโควต้าให้กับตัวแทนแทนของตนในประเทศต่างๆ เพื่อรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน ดังนั้นการสมัครผ่านตัวแทนที่มีโควต้าอยู่จะสะดวกมากเพราะจะได้รับการตอบรับทันที หากสมัครด้วยตนเองอาจต้องรอการตอบรับนาน 4-6 เดือน และโอกาสที่จะได้เข้าศึกษามีน้อยเพราะมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มักจะรับนักศึกษาที่สมัครโดยใช้โควต้าของตัวแทนก่อน ประเทศอินเดียมีชื่อเสียงในการศึกษา คณะบริหารธุรกิจ, คอมพิวเตอร์, วิศวกรรมศาสตร์, สถาปัตยกรรม และแพทยศาสตร์ มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและได้รับการรับรองวิทยฐานะโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยทั้งหมด  ระบบต่างประเทศที่อินเดียนำมาใช้ IGCSE ( O Level, A Level ) ประเทศอินเดียยังมีการนำระบบของอังกฤษและสวิสเซอร์แลนด์มาใช้อีกด้วย คือระะบบ IGCSE ซึ่งในระบบ IGCSE นั้นจะเริ่มสอนตั้งแต่ชั้น ม.3 หรือ Class 9 โดยเมื่อนักเรียนจบ ม.2 หรือ class 8 แล้วหากจะเรียนระบบ IGCSE หรือเรียกอีกอย่างว่า University Of Cambridge System นักเรียนจะต้องเลือกเรียน 5 วิชา และเมื่อสอบผ่านครบ 5 วิชา ( โดยปกติแล้วนักเรียนจะสอบผ่านได้ภายในใน 2 ปี )เมื่อผ่านแล้วจะได้ประกาศณียบัตร O LEVEL ซึ่งเมืองไทยเทียบเท่า ม.6 และสามารถนำกลับมาเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เลย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์, มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรภาคอินเตอร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภาคอินเตอร์ ฯลฯ แต่ถ้าน้องๆประสงค์จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ น้องๆจะต้องเรียนต่ออีก 3 วิชา ซึ่งเมื่อสอบผ่านอีก 3 วิชาแล้วนั้นน้องๆจะได้ประกาศนียบัตร A LEVEL ซึ่งใช้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้เลย ระบบนี้น้องๆจะประหยัดเวลาได้ 2 ปีหากเมื่อจบ O LEVEL แล้วน้องๆกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย  ระบบ Matriculation ระบบนี้เป็นระบบเก่าแก่ที่ใช้เฉพาะในรัฐ Tamil Nadu โดยระบบนี้จัดการสอบโดยสำนักงานศึกษาของรัฐ Tamil Nadu เองโดยไม่ได้จัดการสอบทั่วประเทศแบบระบบ CBSE และ ICSE ดังนั้นการยอมรับจะต่างกัน แต่ทั้งสามระบบ CBSE, ICSE, Matriculation เมื่อจบเกรด 12 ก็สามารถนำกลับมาเทียบกับกระทรวงศึกษาไทยได้เลยโดยไม่ต้องสอบอะไรอีก  ระบบ Pre University ระบบนี้จะใช้สำหรับน้องๆที่จบ ม.4 หรือ ม.5 จากเมืองไทยหรือไหนก็ได้ในโลกก็สามารถไปต่อได้ โดยจะเรียนที่ Bangalore University เมื่อจบ ม.4 จากเมืองไทยไปก็จะเรียน 2 ปี สามารถเข้ามหาวิทยาลัย Bangalore University หรือมหาวิทยาลัยอื่นของอินเดียได้เลย แต่ระบบนี้จะเหมาะกับนักเรียนที่จบ pre university และจะเข้ามหาวิทยาลัยในอินเดียเท่านั้น หากจะไปเรียน ม.5 - ม.6 แล้วกลับมาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยก็ให้เลือกเรียนระบบ CBSE , ICSE หรือ IGCSE จะดีกว่า ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัครนักเรียนและนักศึกษา อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ดังนั้น การเปิดและปิดภาคเรียนจองแต่ละภาคจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแถบนั้นแต่โดยส่วนใหญ่จะเปิดรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์- กรกฎาคม หรือ เดือนตุลาคม- มกราคม ของทุกปี
สนใจข้อมูลระบบการศึกษาหรืออยากวิเคราะว่าลูกควรไปเรียนโรงเรียนไหนดีติดต่อ wwww.jiecenter.com หรือโทรโดยตรงถึง อ.จอห์น 086 – 7677487 เขียนโดย อ.จอห์น
|
Comments
GotoBangalore.com
gotobangalore@h otmail.com
รู้จักการใช้ชีว ิต และใช้เวลาว่างใ ห้เป็นปะโยชน์มา ขึ้น พึ่งส่งไปปลายปี ที่แล้วเอง อายุ 13 ปี เค้าดูแลดีจริงๆ ค่ะ แนะนำ ดิฉันเองผู้ปกคร อง
ก็สบายใจมากๆด้ว ยค่ะ ก็อยากแนะนำผู้ป กครองท่านอื่นด้ วย
ออฟฟิตของเค้า http://www.studyhelper.net/node/Our-address/
นี้ค่ะลูกดิฉัน http://www.studyhelper.net/listings/N-Jam-English-Summer-Course/ พี่ๆเค้าเอาลงไว ้
RSS feed for comments to this post