Home แหล่งเรียน อินเดีย
ศึกษาต่อต่างประเทศ
:::สนใจติดต่อลงโฆษณากับเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ติดต่อได้ที่ 02-9620127:::ศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนนอก จะไปต่อประเทศไหนดี ดูได้ที่นี่เลย abroad ^_^:::
อินเดีย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย น้ำใจ   
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2010 เวลา 11:01 น.

 India 

ภูมิศาสตร์
หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอนุทวีปอินเดีย มีประชากรมากเป็นอันดับที่สองของโลก และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน มีภาษาพูดแปดร้อยภาษาโดยประมาณ ด้านเศรษฐกิจ อินเดียมีอำนาจการซื้อมากเป็นอันดับที่สี่ของโลก ทั้งนี้ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดพม่า ทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้จรดมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันออกติดบังกลาเทศ และมีพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าไทยประมาณหกเท่า

 

ลักษณะภูมิอากาศ 
อินเดียมีภูมิอากาศตั้งแต่ร้อนจัดถึงหนาวจัด   และยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมซึ่งพัดเข้ามาใน    2   ฤดู คือมรสุม ฤดูร้อน   และมรสุมฤดูหนาว   ลมมรสุมนี้เองที่พัดพาเอาฝนมาสู่ประเทศอินเดีย   พร้อมๆกับนำความแห้งแล้งมาด้วยซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติ   บางปีฝนแล้งมาก   แต่บางปีฝนตกชุก

 

ภาษา
อินเดียมีประชากรกว่า 1,000 ล้านคน ประชากรเหล่านี้มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม มีภาษาหลักใช้พูดถึง 16 ภาษา เช่น ภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษ ภาษาเบงกาลี ภาษาอูรดู ฯลฯ และมีภาษาถิ่นมากกว่า 100 ภาษา ภาษาฮินดี ถือว่าเป็นภาษาประจำชาติ เพราะคนอินเดียกว่าร้อยละ 30 ใช้ภาษานี้ คนอินเดียที่อาศัยอยู่รัฐทางตอนเหนือและรัฐทางตอนใต้นอกจากจะใช้ภาษาที่แตกต่างกันแล้ว การแต่งกาย การรับประทานอาหารก็แตกต่างกันออกไปด้วยภาษา ภาษาฮินดีเป็นภาษาราชการ โดยมีภาษาอังกฤษเป็นภาษารอง อีกทั้งรัฐธรรมนูญอินเดียยังรับรองภาษาท้องถิ่น อีก 16 ภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง อาทิ เตลูกู เบงกาลี มาราธี ทมิฬ อูรดู กุจราดี และปัญจาบี

 

ศาสนา
นับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 81.3 มุสลิมร้อยละ 12 คริสต์ ร้อยละ 2.3 ซิกข์ร้อยละ 1.9 อื่น ๆ (พุทธ เชน และนาซิ)ร้อยละ 2.5


เมืองหลวง
กรุงนิวเดลี (New Delhi)


อัตราเงิน
สกุลเงิน รูปี อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 46 รูปี

 

แผนที่

 

เอกสารที่ต้องยื่น Visa
เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในขณะยื่นคำขอวีซ่า คำขอวีซ่าควรประกอบไปด้วยเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้

1. แบบคำขอวีซ่าที่ได้กรอกข้อความและลงลายมือชื่อเรียบร้อย
2. คำขอวีซ่าที่ถูกต้องพร้อม ค่าธรรมเนียมวีซ่า
3. หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุซึ่งมีหน้าว่างที่เพียงพอทั้งสองด้าน
4. สำเนาภาพถ่ายเอกสารหนังสือเดินทาง
5. สำเนาภาพถ่ายเอกสารหน้าที่มีข้อมูลของหนังสือเดินทาง
(หน้าหนังสือเดินทางที่มีภาพถ่ายผู้ถือหนังสือเดินทาง/หน้าที่มีการต่ออายุหนังสือเดินทาง/หน้าที่มีการประทับตราวีซ่าต่างๆ (ถ้ามี))
6. หนังสือเดินทางฉบับเดิม (ถ้ามี)
7. เอกสารประกอบต่างๆ
8. ค่าบริการของวีเอฟเอสจำนวน 482 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ต่อหนังสือเดินทางหนึ่งเล่ม
9. สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป (บิดา มารดา และบุตรหนึ่งคน) ค่าบริการของวีเอฟเอสจะเท่ากับ 362 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ต่อหนังสือเดินทางหนึ่งเล่ม
10. ขนาดและจำนวนภาพถ่าย: ภาพถ่ายของผู้ถือหนังสือเดินทางล่าสุดสองภาพ (ขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว)

ระบบการศึกษา ประเทศอินเดีย

1. ระดับอนุบาล (Kindergarten)  

เป็นการศึกษาในระดับที่เด็กอายุระหว่าง 3-5 ซึ่งไม่ใช่ภาคบังคับ แต่เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา

 


2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education)  

 

เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลอินเดีย กำหนดไว้สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี อายุเฉลี่ยของเด็กที่เรียนในชั้นนี้ระหว่าง 6- 10 ปีหรือ 6-11 ปี หลักสูตร 5- 6ปี (grade 1-6)

 
3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education) แบ่ง เป็น ระดับ

คือ - ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (High School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 11-14 ปี หรือ 11-15 ปี กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้4 - 5ปี (grade6-10) หรือ (grade7-10) เมื่อนักเรียนสอบผ่านจะได้รับ Secondary School Certificate - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Higher School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 16-17 ปี กำหนด ระยะเวลาศึกษาไว้ ปี (grade11-12) เมื่อนักเรียนสอบผ่านระดับนี้จะได้รับ Higher Secondary Education Certificate หรือ Senior School Certificate รวมระยะเวลาศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นระยะเวลา 10-12 ปีหรือ 12 ปี (grade12) เมื่อนักเรียนจบ grade12 แล้วหากประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องสอบผ่าน Public Exam ซึ่งดำเนินการโดยBoard Education ของรัฐแต่ละรัฐ สำหรับนักเรียนไทยที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) จากประเทศไทยเทียบได้เป็น grade12 และในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของอินเดียนั้นไม่ต้องสอบ Public Exam  
ทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณารับเข้าเรียนโดยดูคะแนนเฉลี่ยตลอด หลักสูตรของนัก เรียนจาก Transcript เท่านั้น

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้ 

4. ระดับอาชีวศึกษา (Vocational Education)  

การศึกษาในระดับนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ที่มีความถนัด ทางช่างฝีมือ หรือวิชาชีพเฉพาะทาง ซึ่งไม่ประสงค์หรือไม่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาที่เปิดสอน ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างวิทยุ ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่องยนต์ การบัญชี เลขานุการ ฯลฯ ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลและเอกชน หลักสูตรระยะสั้น6-12 เดือน หลักสูตรระยะยาว2 - 4 ปี ผู้ที่จบ grade10 มีสิทธิ์เข้าศึกษาได้ แต่โรงเรียนเหล่านี้จะใช้ภาษาท้องถิ่น คือ ภาษาฮินดี(Hindi) ในการเรียนการสอบ ดังนั้นนักเรียนไทยจึงไม่นิยมไปศึกษา ในระดับนี้

 

5. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)  

มหาวิทยาลัยในอินเดียเป็นของรัฐทั้งสิ้น แต่ละมหาวิทยาลัยประกอบด้วย College มากมาย College บางแห่งเป็นของเอกชนซึ่งอยู่ใน ความควบคุมทั้งด้านหลักสูตรการศึกษาและการสอบไล่ของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ เมื่อสิ้นปีการศึกษา มหาวิทยาลัยก็จะจัดสอบและมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สอบได้

 

การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีดังนี้  คือ

ระดับปริญญาตรี (Bachelor’s Degree) หลักสูตร ปริญญาตรี โดยทั่วไปกำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ ปี ซึ่งได้แก่  
ปริญญา ตรีทางศิลปะศาสตร์ (B.A.) 
วิทยาศาสตร์ (B.Sc.) 
พาณิชยศาสตร์ (B.Com) 
เภสัชศาสตร์ (B.Pharm บางแห่ง ปี ) แต่ยังมีหลักสูตรปริญญาตรีที่กำหนดจำนวนปีการศึกษาแตกต่างจากนี้ คือ ปริญญาตรี ปี ได้แก่ สาขาวิชาทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (บางมหาวิทยาลัย) ปริญญา ปี ได้แก่ สัตวศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมศาสตร์ หลักสูตรปริญญาตรีบางหลักสูตร ต้องสำเร็จปริญญาบางสาขามาก่อน แล้วมาต่อหลักสูตรเหล่านี้อีก ปี ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตร์ (LL.B.) และสำหรับการศึกษา (B.Ed) และพลศึกษา (B.P.Ed) เรียนต่ออีก ปี
  

 
ระดับปริญญาโท (MASTER Degree)  

หลักสูตรปริญญาโทประมาณ  2 ปีต่อจากปริญญาตรี ยกเว้นสาขาวิชาการศึกษาและพลศึกษา ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ ปีต่อจากระดับปริญญาตรี

ระดับ MASTER OF PHILOSOPHY (M.PHIL) ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับก่อนปริญญาเอก กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ ปี เป็นการ ศึกษาทั้ง Course Workและเขียน Thesis ด้วย มหาวิทยาลัยบางแห่งได้กำหนดให้นักศึกษาต้องเรียน M.Phil ก่อนเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก  
 
ระดับปริญญาเอก หลักสูตรนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี สำหรับการเรียนการสอนนั้น สถานศึกษาบางแห่งกำหนดให้เรียน Course Work และเขียนThesis แต่บางแห่งให้ทำ Research ตามหัวข้อที่อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติเท่านั้น

ภาค การศึกษาของโรงเรียน  
ภาคแรก      ประมาณ เดือนเมษายน - เดือนกรกฎาคม 
ภาคสอง      ประมาณ เดือนสิงหาคม - เดือนตุลาคม 
ภาคสาม      ประมาณเดือนตุลาคม - เดือนธันวาคม

ภาค การศึกษาของมหาวิทยาลัย  
ภาคแรก       ประมาณ เดือนกรกฎาคม - เดือนธันวาคม 
ภาคสอง      ประมาณ เดือนมกราคม - เดือนพฤษภาคม
  
   

ข้อมูลระะบบการศึกษา

ที่มา : www.gotobangalore.com (นักเรียนเก่าเมืองบังกาลอร์)  

 

ระบบอินเตอร์ของกระทรวงศึกษาธิการอินเดีย

โดยในประเทศอินเดียจะมีระบบการเรียนแบบอังกฤษ ซึ่งในระดับประถม มัธยมจะแบ่งเป็น 2 ระบบคือ โรงเรียนระบบ CBSE และ ICSE โดยทั้งสองระบบนี้จะใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเท่านั้น และมีภาษาที่สองให้เลือกคือ เยอรมัน,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่นซึ่งความแตกต่างของ 2 ระบบ คือหนังสือเรียนจะไม่เหมือนกัน  แต่เนื้อหาจะไปในทางเดียวกัน เนื่องจากทั้ง 2 ระบบ ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียเหมือนกัน  แต่ที่แบ่งเป็น 2 ระบบเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่และมีประชากรมาก  หากมีหน่วยงานที่ดูแลเพียงหน่วยงานเดียวจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง และประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศที่หลากหลายดังนั้นการปิดและเปิดเทอมของแต่ละโรงเรียนก็ไม่ตรงกันโดยในอดีตโรงเรียนจะขึ้นกับระบบ CBSE เป็นส่วนใหญ่และจะสอบปลายภาคตอนเดือนมีนาคม ต่อมีโรงเรียนที่เปิดขึ้นบนภูเขาและไปสอบปลายภาคในเดือนพฤจิกายนเพราะในเดือน ธันวาคม - กุมพาพันธุ์ หิมะตกจนไม่สามารถเปิดโรงเรียนได้ทางรัฐบาลอินเดียจึงได้ตั้งระบบ ICSE ขึ้นมาเพื่อให้โรงเรียนที่สอบปลายเดือนพฤจิกายนมาจดทะเบียนขึ้นกับระบบนี้ แต่ปัจจุบันระบบที่มีโรงเรียนจดทะเบียนใช้มาที่สุดคือ CBSE โดยทั้ง 2 ระบบนี้ เมื่อเด็กเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ ป.1-6 จนจบก็จะได้รับอนุญาติให้เรียนต่อ  ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Secondary School) คือมัธยมศึกษาปีที่ ม.1-4 หรือที่อินเดียเรียก Class 7 – Class 10 และในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) เด็กจะต้องทำคะแนนให้ดีและเมื่อขึ้นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม.5-6 (class 11- class 12) เด็กจะต้องนำผลการสอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาวัดผลเมื่อเลือกสายวิชาที่จะเรียน หากได้คะแนน 65% - 80%  ขึ้นไปจะเลือกได้ทั้งสายวิทยาศาสตร์ ,วิทย์-คณิต และสายศิลป์ หากได้คะแนน 40-64 % สามารถเลือกสายศิลป์ได้ หากเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) จากประเทศไทยและต้องการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 (Class 11) ทางโรงเรียนจะดูผลการศึกษาจากมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) และพิจารณาว่าเด็กจะสามารถเข้าศึกษาต่อในสายวิชาใดได้บ้าง โรงเรียนที่ขึ้นกับกองกรรมมาธิการศึกษาอินเดียทั้ง 2 ระบบนั้นได้รับการรับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการไทยทุกโรงเรียนเมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 (Class 12) จากอินเดียแล้วสามารถนำใบสุทธิ(Transcript)ไปขอเทียบวิทยฐานะได้ที่กรมวิชาการในกระทรวงศึกษาธิการ ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ของประเทศไทยให้เลยและสามารถนำไปเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยทุกแห่งในประเทศไทยได้เลย  และหากต้องการไปศึกษาต่อในประเทศอื่นเช่น อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย ฯลฯ ก็สามารถนำไปเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีได้เลย หรือหากต้องการศึกษาในประเทศอินเดียก็สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้เช่นกัน และในระดับปริญญาตรี, ปริญญาโท และปริญญาเอกนั้นประเทศอินเดียมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีมาตราฐานระดับโลกมากมาย โดยแต่ละรัฐจะมีมหาวิทยาลัยประจำรัฐอยู่ทุกรัฐและจะมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ ที่ขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยประจำรัฐอีกมากมาย และมหาวิทยาลัยประจำรัฐเหล่านี้ก็จะขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัยของอินเดียอีกที ระดับปริญญาตรีใช้เวลาศึกษา 3 ปี - 5 ปี แล้วแต่คณะที่เรียน และระดับปริญญาโทใช้เวลาศึกษา 2 ปี มหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยของรัฐมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมากพอๆกัน และมหาวิทยาลัยจะมีโควต้าให้กับตัวแทนแทนของตนในประเทศต่างๆ เพื่อรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน   ดังนั้นการสมัครผ่านตัวแทนที่มีโควต้าอยู่จะสะดวกมากเพราะจะได้รับการตอบรับทันที หากสมัครด้วยตนเองอาจต้องรอการตอบรับนาน 4-6 เดือน และโอกาสที่จะได้เข้าศึกษามีน้อยเพราะมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มักจะรับนักศึกษาที่สมัครโดยใช้โควต้าของตัวแทนก่อน  ประเทศอินเดียมีชื่อเสียงในการศึกษา  คณะบริหารธุรกิจ, คอมพิวเตอร์, วิศวกรรมศาสตร์, สถาปัตยกรรม และแพทยศาสตร์ มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและได้รับการรับรองวิทยฐานะโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยทั้งหมด

  

ระบบต่างประเทศที่อินเดียนำมาใช้ IGCSE ( O Level, A Level )

ประเทศอินเดียยังมีการนำระบบของอังกฤษและสวิสเซอร์แลนด์มาใช้อีกด้วย คือระะบบ IGCSE  ซึ่งในระบบ IGCSE นั้นจะเริ่มสอนตั้งแต่ชั้น ม.3 หรือ Class 9 โดยเมื่อนักเรียนจบ ม.2 หรือ class 8 แล้วหากจะเรียนระบบ IGCSE หรือเรียกอีกอย่างว่า University Of Cambridge System นักเรียนจะต้องเลือกเรียน 5 วิชา และเมื่อสอบผ่านครบ 5 วิชา ( โดยปกติแล้วนักเรียนจะสอบผ่านได้ภายในใน 2 ปี )เมื่อผ่านแล้วจะได้ประกาศณียบัตร O LEVEL ซึ่งเมืองไทยเทียบเท่า ม.6 และสามารถนำกลับมาเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เลย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์, มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรภาคอินเตอร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภาคอินเตอร์ ฯลฯ แต่ถ้าน้องๆประสงค์จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ น้องๆจะต้องเรียนต่ออีก 3 วิชา ซึ่งเมื่อสอบผ่านอีก 3 วิชาแล้วนั้นน้องๆจะได้ประกาศนียบัตร A LEVEL ซึ่งใช้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้เลย  ระบบนี้น้องๆจะประหยัดเวลาได้ 2 ปีหากเมื่อจบ O LEVEL แล้วน้องๆกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

 

ระบบ Matriculation

ระบบนี้เป็นระบบเก่าแก่ที่ใช้เฉพาะในรัฐ Tamil Nadu โดยระบบนี้จัดการสอบโดยสำนักงานศึกษาของรัฐ Tamil Nadu เองโดยไม่ได้จัดการสอบทั่วประเทศแบบระบบ CBSE และ ICSE ดังนั้นการยอมรับจะต่างกัน แต่ทั้งสามระบบ CBSE, ICSE, Matriculation เมื่อจบเกรด 12 ก็สามารถนำกลับมาเทียบกับกระทรวงศึกษาไทยได้เลยโดยไม่ต้องสอบอะไรอีก

ระบบ Pre University

ระบบนี้จะใช้สำหรับน้องๆที่จบ ม.4 หรือ ม.5 จากเมืองไทยหรือไหนก็ได้ในโลกก็สามารถไปต่อได้ โดยจะเรียนที่ Bangalore University เมื่อจบ ม.4 จากเมืองไทยไปก็จะเรียน 2 ปี สามารถเข้ามหาวิทยาลัย Bangalore University หรือมหาวิทยาลัยอื่นของอินเดียได้เลย แต่ระบบนี้จะเหมาะกับนักเรียนที่จบ

pre university และจะเข้ามหาวิทยาลัยในอินเดียเท่านั้น หากจะไปเรียน ม.5 - ม.6 แล้วกลับมาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยก็ให้เลือกเรียนระบบ CBSE , ICSE หรือ IGCSE จะดีกว่า

 

ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัครนักเรียนและนักศึกษา

อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ดังนั้น การเปิดและปิดภาคเรียนจองแต่ละภาคจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแถบนั้นแต่โดยส่วนใหญ่จะเปิดรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์- กรกฎาคม หรือ

เดือนตุลาคม- มกราคม ของทุกปี


สนใจข้อมูลระบบการศึกษาหรืออยากวิเคราะว่าลูกควรไปเรียนโรงเรียนไหนดีติดต่อ wwww.jiecenter.com

หรือโทรโดยตรงถึง อ.จอห์น 086 – 7677487

เขียนโดย อ.จอห์น 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 31 มกราคม 2012 เวลา 16:09 น.
 

Comments  

 
0 #5 โก๋ 2012-01-31 16:20
เห็น www.jiecenter.com มาลงด้วยเหรอ ผมก็ไปเรียนกับท ี่นี่มาแต่ตอนนี ้จบ ม.6 ที่ Doon Valley ที่อินเดียแล้ว ตอนนี้เรียนอยู่ อินเตอร์ธรรมศาส ตร์ ใครอยากไปก็ติดต ่อไป JIE CENTER ก็ดีน่ะที่ผมจบม า Doon Valley ก็ดีครับ
Quote
 
 
0 #4 น็อต 2012-01-22 00:52
ตอนนี้อยู่ DPS SONEPAT โรงเรียนก็ดีน่ะ อาหารดี ครูใจดี เอเย่นเรา jie center ก็ดีมารับพาไปเท ี่ยวเดือนละครั้ ง อยากให้เพื่อนมา กันเยอะๆ
Quote
 
 
0 #3 นก 2011-10-14 00:45
ติดต่อทาง GotoBangalore สิเขา ทางเรามีประสบกา รณ์สามารถปรึกษา ทางเราได้

GotoBangalore.com
gotobangalore@h otmail.com
Quote
 
 
0 #2 ผู้ปกครอง 2011-06-30 05:49
ลองติดต่อกับ studyhelper.net ซิค่ะ เหมือนลูกดิฉันเ ลย ที่ส่งไปเรียนภา ษาอังกฤษที่บังก าลอร์ พี่ๆเค้าดูแลดีม าก ลูกดิฉันกลับมาเ ก่งมากเลยค่ะ



รู้จักการใช้ชีว ิต และใช้เวลาว่างใ ห้เป็นปะโยชน์มา ขึ้น พึ่งส่งไปปลายปี ที่แล้วเอง อายุ 13 ปี เค้าดูแลดีจริงๆ ค่ะ แนะนำ ดิฉันเองผู้ปกคร อง



ก็สบายใจมากๆด้ว ยค่ะ ก็อยากแนะนำผู้ป กครองท่านอื่นด้ วย



ออฟฟิตของเค้า http://www.studyhelper.net/node/Our-address/



นี้ค่ะลูกดิฉัน http://www.studyhelper.net/listings/N-Jam-English-Summer-Course/ พี่ๆเค้าเอาลงไว
Quote
 
 
0 #1 นัท 2010-06-07 01:04
อยากจะไปเรียนที ่Symbiosisที่Pu ne ใครมีเบอร์มือถื อที่ติดต่อได้หร ืออีเมลนักศึกษา ไทยที่เรียนอยู่ ที่นั่นบ้างรบกว นขอหน่อยค่ะ อยากสอบถามช่วยด ้วยด่วนนะค่ะ
Quote
 

Add comment

Security code
Refresh