จิตวิทยา...ตอนที่ 2: ประวัติและความเป็นมาของจิตวิทยา

จิตวิทยา...ตอนที่ 2: ประวัติและความเป็นมาของจิตวิทยา

 

 

จิตวิทยา II

 

 

ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พึ่งปรากฏลักษณะเฉพาะของตนเองอย่างเด่นชัดในปลายศตวรรษที่ 13

แต่รากฐานของจิตวิทยานั้น มีมานานตั้งแต่แรกเริ่ม ของการจดบันทึกประวัติศาสตร์โดยนักปราชญ์ชาวกรีกโดยเฉพาะเพลโต

(Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) เพลโตเชื่อมั่นว่าการคิดและการใช้เหตุผลเท่านั้น ที่ทำให้คนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เขา

สามารถจะเข้าใจได้ เพลโตจึงไม่สนใจวิธีการสังเกต หรือการทดลองใดๆ แต่อริสโตเติลแตกต่างจากเพลโตตรงที่เขาเป็นนัก

สังเกต เขาสนใจสิ่งภายนอกที่มองเห็นได้และมีความเชื่อว่า การเข้าใจปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง กับคนต้องเริ่มด้วย

การสังเกตอย่างมีระบบและด้วยเหตุนี้นักจิตวิทยาบางคนจึงได้ยกย่องอริสโตเติลว่าเป็นนักจิตวิทยาคนแรกของโลก

 

เมื่อวัฒนธรรมของกรีกสลายลง การแสดงความคิดเห็นด้วยปัญญาก็เลิกล้มไป ศาสนาเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องนักสอนศาสนา

เซ็นต์ โทมัส อาควิแนส (St Tomas Aquinas) ได้นำเอางานของอริสโตเติลมาศึกษา ตีความหมายและเข้ารวมกับคำสอนอัน

ฉลาดของเขาในการเทศน์ที่โบสถ์ในศตวรรษที่ 13 สำหรับเรื่องจิต (mind) นั้น อริสโตเติล ศึกษาในรูปของพฤติกรรม แต่อาค

วิแนส พิจารณาว่าเป็นส่วนที่แยกออกจากร่างกาย ซึ่งความเชื่อในการแยกจิตออกจากกายนั้นเป็นที่สนใจของนักจิตวิทยาสมัย

ต่อมา

 

การฟื้นฟูการสืบสวนโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ศตวรรษที่ 15 รูปแบบของการศึกษาเริ่มเปลี่ยน มีการละทิ้งความเชื่อเดิม

บางอย่าง มีการค้นหาความรู้ใหม่ ๆ วิธีการสืบสวน แบบวิทยาศาสตร์เริ่มมีขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่สำคัญมากเกิดขึ้น

ในช่วงนี้ แต่ก็จัดว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ในสมัยต่อมาต้นศตวรรษที่ 17 ฟรานซีส เบคอน

(Francis Bacon) ชักชวนให้คนเห็นความสำคัญระหว่างทฤษฎีและการวิจัย เขากล่าวว่า ทฤษฎีให้แนวทางการวิจัยให้คำตอบ

ในช่วงเวลาเดียวกัน เดอคาร์ท (Rene Descartes) ผู้นิยมแนวคิดของ เพลโตและอาทวิแนส มีความเชื่อว่า ความคิดเห็น

(ideas) เกิดขั้นมาเอง และพระเจ้าจัดวางไว้ในจิต เดอคาร์ทไม่เห็นด้วยกับเบคอน เขาเชื่อว่าคนเราสามารถค้นหาความจริงได้

จากเหตุผลเท่านั้นไม่ใช่อาศัยจากการสังเกต และเขายังเชื่อว่าจิตกับกายแยกจากกัน จิตเป็นตัวคิดเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนร่างกาย

เป็นเครื่องจักรที่มีตัวตนซึ่งทำงานตามที่จิตต้องการ

 

ระหว่างศตวรรษที่ 17 จนถึงกลางศตวรรษที่ 19 มีกลุ่มสำคัญ 2 กลุ่มที่มีผลต่อจิตวิทยา คือ กลุ่มประจักษ์นิยมชาวอังกฤษ

(British empiricism) กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยกับเดอซาร์ท พวกเขาเชื่อว่าความรู้ผ่านเข้ามาทางสื่อกลางและความรู้สึก เปรียบจิตว่า

เป็นแทปบูล่า ราซ่า (tabulu rasa) หรือแผ่นหินว่างเปล่าอันเป็นที่จารึกประสบการณ์ ดังนั้นเราจึงรู้ว่าเรามีประสบการณ์อะไรบ้าง

นอกจากนั้นจิตยังเป็นที่รวมของความคิดเห็น โดยมีแนวคิดว่าความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับความคิดเห็นเป็นหลักการขั้นพื้นฐาน

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเรามีการเรียนรู้และมีการคิดอย่างไร นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดจิตวิทยากลุ่มสัมพันธ์

นิยม (associationistic psychology) ในระยะต่อมา
 

อีกกลุ่มหนึ่งสนใจทางชีวภาพ เช่น ความแตกต่างระหว่างประสาทส่วนรับความรู้สึกกับประสาทส่วนการเคลื่อนไหว และ

ลักษณะทางกายที่แสดงปฏิกิริยาสะท้อน (reflex) และได้พยายามอธิบายการกระทำของมนุษย์ด้วยหลักการทางฟิสิกส์ศึกษา

ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่น่าใจมากมาย เช่น ศึกษาอัตราความเร็วของการกระตุ้นประสาทที่มีต่อกระบวนการมองเห็น ได้ยิน และ

การรับรู้ มีผู้ก่อตั้งวิธีการที่ภายหลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิทยาทดลอง คือ วิธีการของจิตฟิสิกส์ (psychophysics) ซึ่งเป็น

วิธีที่ใช้วัดความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพของสิ่งเร้ากับประสบการณ์รู้สึกผู้ที่ถูกเร้ารายงานออกมา

 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก:

จิราภา เต็งไตรรัตน์, นพมาศ อุ้งพระ (ธีรเวคิน), รัจรี นพเกตุ, รัตนา ศิริพานิช, วารุณี ภูวสรกุล, ศรีเรือน แก้วกังวาล และคนอื่นๆ. (2550).

        จิตวิทยาทั่วไป (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ปราณี รามสูต. (2542). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สถาบันราชภัฏธนบุรี.

เดโช สวนานนท์. (2520). ปทานุกรมจิตวิทยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

เติมศักดิ์ คทวณิช. (2546). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.