ซากดึกดำบรรพ์

ซากดึกดำบรรพ์
           ซากดึกดำบรรพ์   คือซากและร่องรอยของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น   เมื่อตายลงซากก็ถูกทับถมและฝังตัวอยู่ในหินตะกอนนักธรณีวิทยา   ใช้ซากดึกดำบรรพ์เป็นหลักฐานบอกกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสามารถบอกถึงสภาพแวดล้อมในอดีตว่าเป็นบนบก   หรือใน ทะเล เป็นต้น นอกจากนั้นซากดึกดำบรรพ์   ยังสามารถบอกช่วงอายุของหินชนิดอื่นเกิดอยู่ร่วมกับหินตะกอนเหล่านั้นได้ด้วย
-  เพราะเหตุใดซากดึกดำบรรพ์จึงบอกอายุของหินข้างเคียงได้

          ซากดึกดำบรรพ์ดัชนี (index fossil) เป็นซากดึกดำบรรพ์ที่บอกอายุได้แน่นอน   เนื่องจากเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่มีวิวัฒนาการทางโครงสร้างและรูปร่างอย่างรวดเร็ว   มีความแตกต่างในแต่ละช่วงอายุอย่างเห็นเด่นชัด   และปากฎให้เป็นเพียงช่วงอายุหนึ่งแล้วก็สูญพันธ์ไป ได้แก่ ไทราโลไบต์ แกรพไตไลต์ ฟิวซูลินิด เป็นต้น   การพบซากดึกดำบรรพ์ไทโลไบต์ในหินทรายแดงที่เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล ทำให้นักธรณีวิทยาบอกได้ว่าหินทรายแดงนั้นเป็นหินที่มีอายุประมาณ 570-500 ล้านปี หรือการพบซากดึกดำบรรพ์ฟิวซูลินิดในหินปูนที่บริเวณจังหวัดสระบุรี ก็ทำให้นักธรณีวิทยาบอกได้ว่าหินปูนนั้นเป็นหินที่มีอายุประมาณ 286-245 ล้านปี เป็นต้น

-  นักเรียนรู้จักซากดึกดำบรรพ์อะไรบ้างมีอายุประมาณเท่าไร   ทราบได้อย่างไร


          กิจกรรม 3.1  ตารอยซากดึกดำบรรพ์
          1. ครูพานักเรียนศึกษานอกสถานที่ในกรณีที่โรงเรียนอยู่ใกล้แหล่งที่พบซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ เช่น ซากไดโนเสาร์ ซากพืช ซากสัตว์ทะเลต่างๆ แต่ถ้าไม่สามารถไปศึกษานอกสถานทีได้ให้ศึกษาจากวีดิทัศน์
          2. สังเกต สำรวจ และบันทึกลักษณะของซากดึกดำบรรพ์
          ซากดึกดำบรรพ์ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในหินตะกอนลักษณะที่ปรากฏเป็นซากซึ่งเดิมจะเป็นโครงสร้างส่วนที่แข็งของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ   โดยทั่วไปพืชและสัตว์จะเปลี่ยนสภาพเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้ต้องมีโครงร่างที่แข็ง เพราะสารละลายของแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ แคลไซต์ โดโลไมต์ ซิลิกา และสารประกอบเหล็กบางชนิดเช่น ฮีมาไทต์ แทรกซึมประสานเข้าไปในช่องว่างของซากสิ่งมีชีวิตนั้นได้   ทำให้ซากสิ่งมีชีวิตนั้นทนทานต่อการพุผังกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ยังคงสภาพเกือบเหมือนเดิมและถูกฝังในชั้นตะกอนทันที   เพราะการฝังกลบอย่างรวดเร็วทำให้ซากของสิ่งมีชีวิตสามารถชะลอการลายตัว   ซึ่งวัสดุที่ฝังกลบซากขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตนั้น   เช่น ซากของสัตว์ทะเลเรามักจะพบมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นเนื่องจากซากสัตว์จะจมลงสู่ท้องทะเล   ถูกโคนและตะกอนเม็ดละเอียดทำให้ซากสิ่งมีชีวิตเสียหายน้อยที่สุด   ดังนั้นซากดึกดำบรรพ์ที่เกิดในท้องทะเล เช่น ในหินปูน หินดินดาน มักจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่ยังคงรูปได้สมบูรณ์ เช่น ซากดึกดำบรรพ์จำพวกหอยตะเกียงและปะการังในหินปูน ดังภาพ 3.2


 ภาพ 3.2 ซากดึกดำบรรพ์ของปะการังในชั้นหินปูน   พบที่อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี


          ประเทศไทยพบซากดึกดำบรรพ์ทั้งที่เป็นสัตว์และพืชหลายชนิดในชั้นหินตามภูมิภาคต่างๆ เช่น ไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลาน   พบครั้งแรกที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นไดโนเสาร์ประเภทเดินสี่เท้า กินพืชเป็นอาหาร คอ และหางยาว ได้รับการตั้งชื่อว่า “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” ต่อมาพบไดโนเสาร์อีกหลายชนิดทั้งที่ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ดังภาพ 3.3 และที่จังหวัดชัยภูมิ สกลนคร อุดรธานี อุบลราชธานี และนครราชสีมา   จะเห็นว่าแหล่งซากไดโนเสาร์ของประเทศไทยส่วนมากจะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ในชั้นหินทราย หินทรายแป้ง   ซึ่งเป็นหินอยู่ในยุคไทรแอสสิกดอนปลายถึงยุคครีเตเซียสตอนกลาง หรือตั้งแต่ 200-100 ล้านปีที่ผ่านมา   ส่วนซากดึกดำบรรพ์ที่เป็นพืชที่เคยพบในประเทศไทย ได้แก่ ใบไม้ ละอองเรณู สปอร์ สาหร่ายทะเลและไม้กลายเป็นหิน เป็นต้น


ภาพ 3.3 ส่วนลำตัวและสะโพก ของซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชนิดกินพืชที่ภูกุ้มข้าวอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์


          นอกจากนี้ร่อยรอยบางอย่างของสิ่งมีชีวิตที่พิมพ์รอยอยู่ในตะกอนที่แข็งตัวเป็นหินก็จัดเป็นซากดึกดำบรรพ์ เช่น รอยเท้าของสัตว์ รอยรูหนอนโดยเกิดจากเมื่อสัตว์เหล่านี้ทิ้งรอยซึ่งเปรียบเสมือนแม่พิมพ์ไว้บนพื้นที่อยู่อาศัย   กาลเวลาต่อมามีตะกอนและแร่ธาตุต่างๆ มาทับถมลงในรอยที่ทิ้งไว้   เมื่อแข็งตัวจึงกลายเป็นรากดึกดำบรรพ์ เช่น รอยเท้าไดโนเสาร์ที่ภูหลวง จังหวัดเลย และภูแฝก จังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นต้น
          นักธรณีวิทยาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ และจัดหมวดหมู่ตามอายุ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมตามกาลเวลาที่ค้นพบจนในที่สุดสามารถสรุปเป็นตารางธรณีกาล ดังภาพ ที่ 3.4
-  ซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบในแต่ละพื้นที่มีความสำคัญอย่างไร   สามารถบอกประวัติความเป็นมาของพื้นที่นั้นได้อย่างไร


ภาพ 3.4 ซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบเทียบกับตารางธรณีกาล


          จะเห็นว่าซากดึกดำบรรพ์เป็นส่วนที่เหลือของสัตว์แลพืช   ซึ่งส่วนมากจะกลายเป็นหิน   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการเกิดซากนั้น เช่น ช้างแมมมอธที่ล้มตายลงในธารน้ำแข็งยังไม่กลายเป็นหินยังคงสภาพเหมือนเดิมเพราะถูกแช่แข็งมานาน   หรือซากแมลงที่ถูกอัดตามธรรมชาติอยู่ในยางไม้หรืออำพัน   ถึงแม้จะไม่กลายเป็นหิน   แต่ก็จัดเป็นรากดึกดำบรรพ์เช่นกัน   หินตะกอนเป็นหินที่สามารถเก็บซากดึกดำบรรพ์ได้ดีหินภูเขาไฟบางชนิดก็อาจพบซากดึกดำบรรพ์ได้เช่นกันแต่ไม่มากและโดดเด่นเหมือนหินตะกอน