ยางสังเคราะห์

ยางสังเคราะห์
           ยางธรรมชาติเป็นพอลิเมอร์อีกชนิดหนึ่ง   เกิดจากมอนอเมอร์ที่เรียกว่า ไอโซปรีน จำนวน 1,500-150,000 หน่วย มารวมตัวกันทางเคมีเป็น พอลิไอโซปรีน ดังสมการ
 


           ยางมีโครงสร้างโมเลกุลขดม้วนเป็นวงและบิดเป็นเกียวรูปร่างไม่แน่นอน   มีแรงดึงดูดระหว่างโซ่ขอพอลิเมอร์สูง   จึงทำให้ยางมีความยืดหยุ่นและต้านทานต่อแรงดึงสูง   เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี   ทนต่อการขัดถู ทนน้ำ น้ำมันพืชและสัตว์   ไม่ทนต่อน้ำมันเบนซินและตัวทำละลายอินทรีย์   ที่อุณหภูมิต่ำจะแข็งและเปราะแต่จะอ่อนตัวและเหนียวเมื่อทนความร้อนด้วยเหตุนี้ยางธรรมชาติจึงมีสมบัติบางประการที่เป็นข้อจำกัดทำให้มีการปรับปรุงยางธรรมชาติให้มีสมบัติที่ดีขึ้น   โดยนำยางมาคลุกกับกำมะถันและให้ความร้อนควบคู่กันไป  จะทำให้ได้ยางที่มีความคงตัวที่อุณหภูมิต่างๆ เพิ่มขึ้น   ทนต่อความร้อน แสง และตัวทำละลายได้ดี


 
 

การกีดยางและทำยางแผ่น


           แม้ว่ายางธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งจะมีคุณภาพที่ดีขึ้น   แต่ยังมีสมบัติบางประการที่ไม่เหมาะกับงานบางชนิด เช่น ไม่ทนต่อแสงแดดด ออกซิเจน ไอโซน และตัวทำละลายอินทรีย์บางชนิด   ไม่ทนต่อความร้อนสูงและความเย็นจัดเป็นต้น   นักวิทยาศาสตร์จึงได้สังเคราะห์ยางเทียมขึ้น   เพื่อให้มีสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท
           ยางเทียมมีอยู่หลายชนิด เช่น ยาง IR  (Isoprene Rubbuer) เป็นยางสังเคราะห์ที่มีโครงสร้างเหมือนยางธรรมชาติ   แต่มีจึดเด่นคือมีสิ่งเจือปนน้อย   คุณภาพสมำเสนอทั้งก้อนมีสีขาว   นิยมนำมาทำจุกนมยางและอุปกรณ์ทางการแทพย์   ยางทเยมอีกชนิดหนึ่งคือ SBR (Styrene-Butadiene  Rubber) เกิดจากมอนอเมอร์ของสไตรีนบิวตาไดอีนมารวมกันเป็นพอลิเมอร์ มีสมบัติทนทานต่อการขัดถูสูงมาก   มีความทนทานต่อแรงดึงต่ำ   ใช้ทำพื้นรองเท้า   ท่อสายยาง สายรัด สายพราน และยางปูพื้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมียางเทียมที่เป็นพอลิเมอร์อีกมากมายี่สังเคราะหืขุ้นเพื่อให้มีสมบัติตรงตามจุดประสงค์การใช้งานที่ต้องการ

กิจกรรม 3.3 การทำยางในประเทศไทย
           สืบค้นข้อมูลแหล่งวัตถุดิบ   วิธีการทำยางแผ่นและยางรมควันในประเทศไทย


-    ยางธรรมชาติและยางเทียมมีองค์ประกอบและสมบัติที่เหมือนหรือต่างกัน อย่างไร